5_(1)

สัญญาณเตือนเสี่ยงโรคไต

      โรคไตเป็นปัญหาสำคัญและมีจำนวนคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น จากการศึกษาโดยสมาคมโรคไต พบว่ามีการเกิดโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนหลักล้านคน แต่มีผู้ที่ทำการฟอกไตจริงๆ ในปัจจุบันมีจำนวนไม่ถึงแสนคน ดังนั้นหากจะมาดูที่วิธีป้องกันว่าโรคไตเรื้อรัง เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง อันดับหนึ่งพบว่าเกิดจากเบาหวานที่เป็นมาระยะเวลานาน , อันดับสองเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง , อันดับสามเกิดจากไตอักเสบเรื้อรัง มีภาวะอุดกลั้นทางเดินปัสสะวะ พวกนิ่วในไต และอีกสาเหตุคือการที่คนไทย นิยมซื้อยารับประทานเอง อาทิ ยาแก้ปวด , ยาสมุนไพรต่างๆ เป็นต้น       ทั้งนี้ “ไต” มีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การขับของเสีย ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ฉะนั้นถ้าขับไม่ได้ จะมีอาการบวมตามตัว 2. มีหน้าที่เกี่ยวกับการสมดุลของเกลือแร่ ประเภทกรดด่างต่างๆ 3. ไตมีหน้าที่ สังเคราะห์ฮอร์โมนวิตามินต่างๆ  สร้างฮอร์โมนท์ที่กระตุ้นเม็ดเลือดต่อวิตามินดี ฉะนั้นหากไตเสื่อมการทำงานของไตก็อาจจะมีเลือดจาง และมีภาวะขาดวิตามินได้ โดยโรคไตเรื้อรังเป็นภัยเงียบ ช่วงแรกจะไม่มีอาการแสดงให้เห็นและยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์อีกที เมื่อมีอาการผิดปกติมากแล้ว ซึ่งเมื่อแพทย์สอบถาม มักจะพบอาการ ดังต่อไปนี้ 1. บวมตามตัว เกิดจากการมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในร่างกาย ระยะแรกอาจมีอาการบวมที่หนังตาและหน้า ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งคนปกติหากไม่เคยบวมแล้วบวมขึ้นมา ถือว่าน่าสงสัย  การทดสอบง่ายๆ คือใช้นิ้วกดบริเวณหน้าแข้งแล้วปล่อย หากพบว่ามีรอยบุ๋มอย่แสดงว่าบวม ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพราะอาการบวมอาจไม่ได้เป็ฯโรคไตก็ได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและโรคตับ 2. ปัสสาวะผิดปกติ  เช่น เวลาที่ราดน้ำหรือกดชักโครก แล้วเกิดมีฟอง ยิ่งฟองเยอะหรือหลายชั้น แสดงว่าผิดปกติ รวมไปถึงสีของปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีสีน้ำล้างเนื้อ สีแดงจางๆ การเข้าห้องน้ำบ่อย ทั้งระหว่างวัน และตอนนอน หมายถึงมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ  ปัสสาวะน้อยลงบางคนอาจไม่ออกเลยซึ่งคนไข้ควรสังเกตอาการ 3. มีอาการปวดหลังปวดบั้นเอว หากไตเกิดความผิดปกติขึ้นเราอาจรู้สึกถึงอาการปวดหลัง ปวดบั้นเอวที่บริเวณชายโครงร้าวไปท้องน้อย หัวหน่าวและอวัยวะเพศได้ บางคนอาจปวดกระดูกและข้อร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะมีการอุดตันที่ท่อได กรวยไตอักเสบหรือในท่อไดมีถุงน้ำโป่งพองก็ได้ 4. อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ทานได้น้อย คลื่นไส้อาเจียน อาการเหล่านี้จะเกิดเมื่อผู้ป่วยเริมเป็นมากขึ้น 5. ความดันโลหิตสูงมากๆ การทานอาหารเค็มมากๆ จะทำให้ไตทำงานหนัก และเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย       อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบสัญญาณเบื้องต้นแล้ว หากเจออาการข้างต้นควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด
Read More
timeline_25630727_083002

การดำเนินงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาการดูแลแบบประคับประคอง ปี 63

วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 เวลา 08.30-16.00 น. เจ้าหน้าที่แผนกผู้ป่วยในเข้าร่วมประชุมการดำเนินงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service Plan) สาขาการดูแลแบบประคับประคอง ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร 9 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช วาระการประชุม -นำเสนอผลการดำเนินงาน ปี 2560-2562 โดยผู้ประสานงานพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) ระดับจังหวัด -ชี้แจงแนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) -แนวทางการบริหารจัดการกองทุนย่อยการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) โดยคุณอาคม เดชประมวลหล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 11 สุราษฎร์ธานี -นำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานการดูแลแบบประคับประคอง (Palliative Care) โดย โรงพยาบาลท่าศาลา โรงพยาบาลปากพนัง โรงพยาบาลทุ่งสง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชฉวาง โรงพยาบาลมหาราช นครศรีธรรมราช -ระดมความคิดการพัฒนาดำเนินงานการดูแลแบบประคับประคอง(Palliative Care) เครือข่าบบริการ ผู้ป่วยระยะสุดท้าย หมายถึง ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยแล้วว่า สภาพการป่วยไข้เป็นระยะลุกลาม เรื้อรัง หรือเข้าสู้ระยะท้ายๆ ของโรค ซึ่งไม่มีวันรักษาให้หายได้ โดยมากจะมีชีวิตอยู่น้อยกว่า 1 ปี เงื่อนไข Palliative Care 1. PDX ต้องเป็นโรคเรื้อรัง ตามแนวทาง Palliative Care ของสมาคม 2. SDX ระบุ Z515 3. ลงทะเบียนวินิจฉัย เยี่ยมบ้านครั้งแรก 4. ไปบันทึกที่ F6 บันทึกกรณีการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย เลือกรายการ 3 End of Life Care และระบุวันที่เริ่มเยี่ยมบ้าน แล้วกดปุ่มเพิ่มรายการ 5. บันทึกหน้า F7 เลือกที่ปุ่มรายการอื่น ที่ยังไม่ได้จัดหมวด บันทึกการให้ยา ทำแผล ให้ออกซิเจน(ไม่จ่ายเพิ่ม) ถ้าเยี่ยมบ้านเฉยๆ ไม่ต้อง บันทึกในส่วนนี้ 6. ณ 1 เม.ย. ของทุกปี ควรลงทะเบียนใหม่…
Read More
timeline_25630718_143833

Root cause analysis (RCA) ปี 63

วันที่ 17 กรกฎาคม 2563 ตัวแทนจากแผนกผู้ป่วยใน เข้าร่วมประชุม เรื่องการประชุมเชิงปฎิบัติการแลกเปลี่ยนความรู้การดำเนินงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล: การทำ​Root cause analysis​( RCA)​ ณ​สำนักงานสาธารณสุข​จ.นคร​ศรี​ธรรมราช​ โดยมีวิทยากร ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง การทำ root cause analysis วัตถุประสงค์ในการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการแลกเปลี่ยนความรู้ครั้งนี้ เนื่องจากตามนโยบายการจัดระบบบริการ​สุขภาพตามแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ​ ( service plan)​เพื่อโรงพยาบาลทุกแห่งมีคุณภาพตามมาตราฐานHA และดำเนินการพัฒนาคุณภาพตามมาตราฐานอย่างต่อเนื่องและเพื่อให้โรงพยาบาลสามารถผ่านการรับรองมาตราฐาน​HA​ จึงได้มีการประชุมเชิงปฎิบัติการแลกเปลี่ยนความรู้​การทำ​Root​ cause​ analysis​ ขึ้น​ จากการประชุมในครั้งนี้ทำให้ทราบถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดกับผู้ป่วย และป้องกันการเกิดเหตุการณ์นั้นซ้ำได้
Read More
timeline_25630715_192211

ฟื้นฟู CPR ปี 63

วันที่ 14/7/63 กลุ่มงานผู้ป่วยในมีการประชุมพูดคุยแลกเปลี่ยนและสาธิตหลักการ CPR เพื่อเพิ่มพูนสมรรถนะบุคลากรในฝ่าย การ CPR 1. เมื่อเจอผู้ป่วยหมดสติ ประเมินโดยการปลุกเรียกและตบไหล่ทั้ง2 ข้าง ภายใน 10 วินาที 2. สังเกตการหายใจ 3. ดู pulse ถ้าไม่มี pulse คนที่เจอรีบ CPR พร้อมเรียกทีม 4. นำ เครื่อง difibrillator เพื่อติดดู lead EKG ว่าเป็นชนิดไหนถ้าเป็น PEA กับ Asystole จะไม่มีการช๊อคไฟฟ้าให้ CPR อย่างเดียว 5. เปิดเส้นให้ IV โดยเปิดเส้นใหญ่คือบริเวณข้อพับ 6. เตรียมยา เตรียม tube ประเมินการ CPR ทุก 2 นาที 7. ถ้าเป็น VF เริ่มช๊อคโดยพลังงาน 150-200 จูลตามแพทย์สั่ง 8. ถ้าเป็น VT มี pulse ไม่มีการช๊อค แต่ถ้าไม่มี pulse ช๊อคได้ 9. เมื่อช๊อคไป 2 ครั้งแล้วค่อยเริ่ม adrenaline 10. เมื่อช๊อคครั้งที่3 เปลี่ยนเป็น Amiodarone 11. adrenaline 1 amp dilute 10 cc ให้ซ้ำทุก 4 นาที 12. Amiodarone 150 mg dilute 20 cc 300 mg ก็ dilute 20 cc การกด CPR กดลึก 2-2.4 นิ้ว ประมาณ 5 cm และกดแล้วปล่อยให้เด้งห้ามหยุดกดเกิน10 วินาที ห้ามมี hyperventilate…
Read More
download

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าที่กำลังรุกเร้าสู่สังคมไทย ในช่วงเวลาหลายปีมานี้ สื่อต่างๆ มีการนำเสนอข่าวคนดัง ข่าวอาชญากรรม และแม้แต่ข่าวการฆ่าตัวตายที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการเป็นโรคซึมเศร้าออกมาอย่างต่อเนื่อง เราจึงควรตระหนักว่า โรคซึมเศร้าใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองหรือคนรอบข้างกำลังเสี่ยงหรือเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ เพราะข่าวที่ออกมาก็ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคในเชิงลึกสักเท่าไหร่ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคซึมเศร้าในแง่มุมต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการระแวดระวังและหาทางป้องกันหรือรีบรักษา โรคซึมเศร้ากับสถิติอันตราย ปัจจุบันโลกของเรามีประชากรราว 7.6 พันล้านคน และมีคนเป็นโรคซึมเศร้าถึง 300 ล้านคน หรือเกือบ 4% เลยทีเดียว ส่วนในคนไทยเองนั้นพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน หรือ 2.2% ของคนไทยทั้งหมด 69 ล้านคน และน่าตกใจว่าคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จถึง 4,000 คนต่อปี ซึ่งสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตายก็คือโรคซึมเศร้านั่นเอง โรคซึมเศร้าคืออะไร โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสมองในส่วนที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพทางกาย แต่ที่คนส่วนใหญ่รู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าก็มักจะนึกถึงเพียงอาการหรือสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป จึงคิดว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดหวัง หรือการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ และจะสามารถรักษาหรือแก้ไขได้ด้วยการให้กำลังใจ ซึ่งในความจริงแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เพราะนอกจากจะต้องบำบัดอย่างถูกวิธีแล้ว ยังอาจจะต้องใช้ยาในการรักษาร่วมด้วย พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และเหตุเสี่ยงโรคซึมเศร้า ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประกอบไปด้วยพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิต หากมีฝาแฝดคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า หรือ bipolar ฝาแฝดอีกคนมีโอกาสเป็นสูงถึง 60-80% หากคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) ที่เป็นโรคซึมเศร้า ก็จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป 20% อาจสรุปได้ว่าระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้านั้นเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 40:60% การใช้ยาบางอย่างก็ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ เช่น ยานอนหลับบางตัว ยารักษาสิว ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ 9 ข้อสำรวจเข้าข่ายโรคซึมเศร้า การสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถตรวจจากข้อสำรวจง่ายๆ 9 ข้อนี้ ซึ่งข้อสำรวจนี้ก็ คือ เกณฑ์ที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า หากมีอาการ 5 ข้อขึ้นไป โดยต้องมีข้อ 1.) และ/หรือข้อ 2.) อยู่ด้วย หากอาการ 5 ใน 9 ข้อดังกล่าวเป็นยาวนานติดต่อกันเกินกว่า 2 สัปดาห์ ก็เข้าข่ายเสี่ยง…
Read More
timeline_25630605_205518

ทบทวน Defrib ครั้งที่ 1

วันที่4-5มิถุนายน2563เวลา8.30น กลุ่มงานผู้ป่วยในได้มีการประชุมทีมพยาบาลทบทวนการใช้เครื่องDefibrillatorโดยมีวิทยากรผู้นำการทบทวน คือหัวหน้าแผนกผู้ป่วยใน มีการสรุปแบบสั้นๆกระชับเข้าใจง่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อให้บุคลากรในกลุ่มงานทราบว่าDefibrillationต่างจากCardioversionอย่างไร 2.วิธีการใช้งานของเครื่องDefibrillator 3.การพยาบาลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น 4.การบำรุงรักษาเครื่องมือ และต้องหมั่นทบทวนการใช้งานบ่อยๆ เพราะนานๆจึงจะมีcaseที่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โอกาสที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ลืมได้ เจ้าหน้าที่พยาบาลแผนกผู้ป่วยในได้ผ่านการทบทวนการใช้เครื่องDefibrillatorครบทั้ง11คน มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น มีการทวนสอบประเมินพยาบาลทุกคนให้พูดอธิบายพร้อมสาธิตย้อนกลับ สมาชิกทุกคนสามารถทำได้
Read More
timeline_25630605_212414

การฝึกพนัักงานบริการเขียนสรุปงาน

วันที่3/6/63 หัวหน้ากลุ่มงานผู้ป่วยในได้มีการประชุม พนักงานบริการ ทั้งหมด4คน/ สอนเรื่องการฝึกทักษะการเขียนสรุปงานตามบทบาทหน้าทีที่ได้รับมอบหมาย แนวทางการเขียนสรุป 1 บทบาทหน้าที่งานที่ทำประจำ 2 วัตถุประสงค์ 3 วิธีการขั้นตอน 4 ปัญหาที่พบจากการปฏิบัติงาน 5 แนวทางแก้ไข พนักงานบริการกลุ่มงานผู้ป่วยในมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้นพยายามเขียนได้เขียนสรุปส่งมา4 เรื่อง 1 การดูแลรักษาความสะอาดกระจก 2 การดูแลเตียงผู้ป่วยให้สุขสบาย 3.การทำความสะอาดห้องน้ำ 4.การคัดแยกขยะ โดยมีพยาบาลวิชาชีพกลุ่มงานผู้ป่วยในช่วยเรียบเรียงเนื้อหาสาระให้ อ่านแล้วมีความกระชับเข้าใจง่ายขึ้น
Read More
5c652be5e229c

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ…ท้องเสีย….

อาการท้องเสีย...นับว่าเป็นหนึ่งในภาวะที่หลายๆ คนเคยพบเจอกันอยู่บ้าง อาการท้องเสียของบางคนก็ค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง แต่ในบางคนกลับเรื้อรังติดต่อกันหลายวัน ซึ่งความน่ากังวลสำหรับอาการท้องเสียก็คือ การปล่อยให้มีอาการท้องเสียเรื้อรังนานเกินไปจนร่างกายขาดน้ำ มีไข้สูง และเกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำและเกลือแร่มากเกินไป เพราะฉะนั้น เราควรเข้าใจถึงความผิดปกติของอาการ...ว่าแบบไหนแค่ถ่ายท้องปกติ แบบไหนที่เข้าข่ายท้องเสีย เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง ลักษณะการถ่ายแบบไหนเรียกว่าท้องเสียผิดปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะแยกอาการท้องเสีย กับอาการถ่ายท้องปกติได้ไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามอาการท้องเสียนั้นมีจุดสังเกตหลายอย่างที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ อุจจาระมีลักษณะเหลว หรือถ่ายออกเป็นน้ำ ถ่ายท้องต่อเนื่อง มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน มีอาการปวดท้องเกร็งที่รุนแรงกว่าปรกติ ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย และเหมือนมีไข้อ่อน ๆ หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังเผชิญกับอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 วัน แต่หากมีอาการท้องเสียต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 – 14 วัน ควรพบแพทย์เพราะอาจมีสาเหตุของโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป อาการท้องเสียเกิดจากสาเหตุใด สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย มักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเชื้อเหล่านี้มักปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งมือของเราเองที่ผ่านการหยิบจับสิ่งของสกปรกมาก่อน นอกจากนี้ อาการท้องเสียอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียดวิตกกังวล การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไป การแพ้อาหารบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน และในบางรายอาจมีอาการท้องเสียหลังการรักษา เช่น ได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิดที่มีผลต่อระบบลำไส้ หรือได้รับการฉายรังสีที่ทำให้เยื่อบุลำไส้เสียหาย ทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมน้ำและสารอาหารได้ตามปกติ การป้องกันและแนวทางในการรักษาอาการท้องเสีย อาการท้องเสียไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวสามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกครั้ง เลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทหมัก ดอง ที่ไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพและความสะอาด เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้ เมื่อเกิดอาการท้องเสียควรดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย รับประทานยาบรรเทาอาการท้องเสีย (Diosmectitie) ซึ่งช่วยยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย และบรรเทาอาการท้องเสียได้ รับประทานอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำซุป เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด ของหมัก ดอง และอาหารที่มีไขมันสูง อย่างไรก็ตามหากเวลาผ่านไป 3 วันแล้วอาการท้องเสียไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ริมฝีปากแห้ง เวียนศีรษะ มีเลือดปนในอุจจาระ หรือ มีเลือดปนในอาเจียน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการท้องเสียนั้นหายไปเอง เพราะอาจมีแนวโน้มของโรคแทรกซ้อนอื่นเช่น โรคสำไส้อักเสบ มีอาการตอบสนองต่อยาบางประเภทที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือติดเชื้อไวรัสโรต้า เป็นต้น
Read More
Volumatic-Spacer

พ่นยาปลอดภัยด้วย Spacer

เนื่องจากสถานการณ์ COVID- 19 กำลังระบาดอยู่ทั่วโลก สาเหตุเกิดมาจากโรคนี้มีการแพร่กระจายทางฝอยละอองจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยไอและจาม ทางโรงพยาบาลศูนย์อนามัยที่ 11จึงได้ปรับเปลี่ยนมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จากเดิมจะพ่นยาแบบNebulizer เปลี่ยนมาเป็นยาพ่น MDI ต่อด้วย spacer เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค วันที่ 7-8 พ.ค.63 ทางแผนกผู้ป่วยในก็จะมีการประสานงานเภสัชกรเข้ามาสอนพ่นยาผู้ป่วยและญาติทั้งขณะที่กำลังนอนรักษาอยู่ที่ โรงพยาบาลและประเมินผลก่อนกลับบ้าน ผู้ป่วยและญาติมีความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง รวมไปถึงเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลมีความเข้มแข็งทำงานเป็นทีม  
Read More
DSC00207

ออกกำลังกายสร้างสุขกับแผนกผู้ป่วยใน

วันที่8/5/63 กลุ่มงานผู้ป่วยใน ได้มีการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ในฝ่ายทุกคนได้มีการออกกำลังกายกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมีสุขภาพที่แข็งแรง ยังคงมีการ monitorกิจกรรมผ่านGroup line คนสวยหุ่นดี มีการส่งรูปการออกกำลังกายในแต่ละวัน จำนวนเวลาในการออกกำลังกาย มีการกระตุ้นกันอย่างสม่ำเสมอsupportให้กำลังใจ และมีคณะกรรมการสมรรถนะคอยติดตามการลงข้อมูลเรื่องน้ำหนักส่วนสูง BMI รอบเอว พฤติกรรมการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่ถูกต้อง โดยลงในโปรแกรม Happy body HPC11เพื่อให้ตัวชี้วัด กพร ที่ 2.2 ระดับความสำเร็จของการขับเคลื่อนองค์กรสร้างสุขมิติที่1บุคลากรในองค์กรสุขภาพดี ผ่านเกณฑ์ สรุปผลการออกกำลังกายที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 100% มีการติดตามลงข้อมูลในโปรแกรมHappy body HPC11 = 100% เจ้าหน้าที่ได้รับรางวัลดีเด่นในเรื่องการออกกำลังกาย 2 คน
Read More