download

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าที่กำลังรุกเร้าสู่สังคมไทย ในช่วงเวลาหลายปีมานี้ สื่อต่างๆ มีการนำเสนอข่าวคนดัง ข่าวอาชญากรรม และแม้แต่ข่าวการฆ่าตัวตายที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการเป็นโรคซึมเศร้าออกมาอย่างต่อเนื่อง เราจึงควรตระหนักว่า โรคซึมเศร้าใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองหรือคนรอบข้างกำลังเสี่ยงหรือเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ เพราะข่าวที่ออกมาก็ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคในเชิงลึกสักเท่าไหร่ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคซึมเศร้าในแง่มุมต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการระแวดระวังและหาทางป้องกันหรือรีบรักษา โรคซึมเศร้ากับสถิติอันตราย ปัจจุบันโลกของเรามีประชากรราว 7.6 พันล้านคน และมีคนเป็นโรคซึมเศร้าถึง 300 ล้านคน หรือเกือบ 4% เลยทีเดียว ส่วนในคนไทยเองนั้นพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน หรือ 2.2% ของคนไทยทั้งหมด 69 ล้านคน และน่าตกใจว่าคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จถึง 4,000 คนต่อปี ซึ่งสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตายก็คือโรคซึมเศร้านั่นเอง โรคซึมเศร้าคืออะไร โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสมองในส่วนที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพทางกาย แต่ที่คนส่วนใหญ่รู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าก็มักจะนึกถึงเพียงอาการหรือสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป จึงคิดว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดหวัง หรือการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ และจะสามารถรักษาหรือแก้ไขได้ด้วยการให้กำลังใจ ซึ่งในความจริงแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เพราะนอกจากจะต้องบำบัดอย่างถูกวิธีแล้ว ยังอาจจะต้องใช้ยาในการรักษาร่วมด้วย พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และเหตุเสี่ยงโรคซึมเศร้า ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประกอบไปด้วยพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิต หากมีฝาแฝดคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า หรือ bipolar ฝาแฝดอีกคนมีโอกาสเป็นสูงถึง 60-80% หากคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) ที่เป็นโรคซึมเศร้า ก็จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป 20% อาจสรุปได้ว่าระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้านั้นเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 40:60% การใช้ยาบางอย่างก็ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ เช่น ยานอนหลับบางตัว ยารักษาสิว ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ 9 ข้อสำรวจเข้าข่ายโรคซึมเศร้า การสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถตรวจจากข้อสำรวจง่ายๆ 9 ข้อนี้ ซึ่งข้อสำรวจนี้ก็ คือ เกณฑ์ที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า หากมีอาการ 5 ข้อขึ้นไป โดยต้องมีข้อ 1.) และ/หรือข้อ 2.) อยู่ด้วย หากอาการ 5 ใน 9 ข้อดังกล่าวเป็นยาวนานติดต่อกันเกินกว่า 2 สัปดาห์ ก็เข้าข่ายเสี่ยง…
Read More
timeline_25630504_191958

ทบทวนการการสวมชุด PPEและแนวทางการกำจัดขยะ

วันที่ 4/5/63 กลุ่มงานผู้ป่วยใน โดยคณะกรรมการ IC ของฝ่าย ได้ประชุมทบทวนคนงานพยาบาลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแนวทางในการจัดการมูลฝอยติดเชื้อสำหรับสถานพยาบาลในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรน่า2019 1กำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติในการจัดการขยะมูลฝอยติดเชื้อ COVID-19 ตั้งแต่การคัดแยก การเก็บรวบรวม การเก็บขน และการกำจัดมูลฝอยติดเชื้อ - วางแผนเคลื่อนย้ายขยะ เส้นทาง เวลา ผู้รับผิดชอบ - แยกมูลฝอยติดเชื้อ COVID ให้กำจัดทุกวัน 2 กำหนดมาตรการและแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติในการเก็บรวบรวม 3 คำแนะนำสำหรับผู้ปฏิบัติงาน 4 การใส่ชุด PPE การถอดชุด PPE เจ้าหน้าที่ให้ความร่วมมือดี เข้าประชุมครบ100% แล้วมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น
Read More
timeline_20200422_202829

ดูแลตัวเองง่ายๆใน รพ. เพื่อความปลอดภัยจากเชื้อโคโรน่า

วันที่20/4/63 แผนกผู้ป่วยในได้มีการสอนสุขศึกษาผู้ป่วยและญาติที่นอนพักรักษาที่โรงพยาบาล เรื่อง วิธีป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติสามารถป้องกันตัวเองและช่วยป้องกันไม่ให้ไวรัสแพร่กระจายสู่คนอื่นได้โดยปฏิบัติดังนี้ 1 ล้างมือบ่อยๆเป็นเวลา20วินาที ด้วยสบู่หรือเจลล้างมือที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ 2 หลีกเลี่ยงการพบปะใกล้ชิดผู้อื่นรักษาระยะห่าง1เมตร หรือ3ฟุต 3 ใส่หน้ากากอนามัย 4 อยู่บ้านและกักตัวเองให้ห่างจากคนอื่นในบ้าน 5กินอาหารที่ร้อน สุกใหม่ๆ ใช้ช้อนกลาง 6 งดเดินทางไปพื้นที่กลุ่มเสี่ยงโรคระบาด 7ไม่นำมือมาสัมผัสดวงตา จมูก ปาก ถ้าไม่จำเป็น ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ 8 ถ้ามีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ ปวดศรีษะหายใจหอบเหนื่อยให้ใส่หน้ากากอนามัยแล้วมาพบแพทย์ ผู้ป่วยและญาติให้ความสนใจ ตั้งใจรับฟังองค์ความรู้ มีการซักถามเพิ่มเติม
Read More

หยุดบ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

“อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” สโลแกนนี้ทำเอาใครหลายๆ คน ต้องหยุดกิจกรรมนอกบ้านทั้งหมด รวมไปถึงเด็กๆ เองที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาปิดเทอม ต้องงดกิจกรรมนอกบ้าน เพื่อป้องกันตนเองให้ห่างไกล COVID-19 เชื่อว่าเวลานี้นอกจากเด็กๆ จะปิดเทอมอยู่บ้านแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้อง Work From Home อยู่ที่บ้านเช่นเดียวกัน ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการออกนอกบ้าน หากเผลอออกไปเพียงนิดเดียว อาจทำให้นำเจ้า COVID-19 กลับมาให้คนที่บ้านอีกด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้แย่เสมอไป เราควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้เวลานี้เพื่อสานสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ซึ่งพ่อแม่อาจฝึกทักษะต่างๆ จากสิ่งรอบตัวให้กับเด็กๆ เช่น การพาลูกๆ เล่นอิสระในบ้าน ถือเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ปิดเทอมปลอดภัย ห่างไกล COVID-19 thaihealth เนื่องจากเด็กๆ ปิดเทอมกันทุกปี ปิดเทอมใหญ่ประมาณ 120 วัน โดยช่องว่างตรงนี้ว่าผู้ปกครองไม่ได้ปิดเทอม แต่ต้องทำงาน จึงจำเป็นที่จะต้องมีกิจกรรมเข้ามาทดแทน ถ้าเช่นนั้นน้องๆ ต้องหากิจกรรมที่ต้องอยู่บ้าน มีอุปกรณ์ มีอะไรก็เล่นไป เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 จะทำอย่างไร? เมื่อเกิดสถานการณ์ COVID-19 ขึ้น เรามองว่าต้องให้ทุกคนอยู่กับบ้านมากกว่า ซึ่งตอนนี้หน่วยงานต่างๆ และภาคีที่จัดกิจกรรมก็จำเป็นต้องยกเลิกทั้งหมด ทุกคนมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่บ้าน จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันในครอบครัว อย่ากังวลว่า ไม่มีของเล่นราคาแพง หรือพื้นที่ที่จะให้เด็กๆ เล่นมากมาย จริงๆแล้ว แค่มุมเล็กๆ ภายในคอนโดหรือห้องที่ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็สามารถสร้างสรรค์พื้นที่เล่นอิสระได้ ชวนเด็กๆ มาทำสิ่งประดิษฐ์สิ่งง่ายๆ ด้วยตนเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ปิดเทอมสร้างสรรค์ ตรงหมวด DIY ในบางครั้งเราก็นึกไม่ถึงว่าเด็กๆ จะเพลิดเพลินกับการทำกิจกรรมเหล่านี้มาก เช่น การลองเอาเครื่องครัวที่ไม่เป็นอันตรายมาให้เด็กๆ เล่น เด็กๆ จะนั่งเล่นอยู่ได้นานเป็นชั่วโมงเลย เราเรียกกิจกรรมแบบนี้ว่า “การเล่นอิสระ” คือ การเอาของต่างๆ ที่มีในบ้านและไม่เป็นอันตราย เอามากองๆ วางรวมไว้ แล้วปล่อยให้ลูกเลือกเล่นตามใจชอบ เป็นการให้ลูกได้ปลดปล่อยจินตนาการด้วยเล่นกับลูก สร้างความฉลาดได้ ถ้าให้เวลาลูก 1. จัดมุมเล่นบทบาทสมมุติในบ้าน 2. เล่นสร้างบ้านตามจินตนาการด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว 3. เล่นอิสระ เช่น เล่นดิน เล่นทราย ต่อบล็อกไม้ ต่อเลโก้ 4. เล่นเล่าเรื่องต่อกันคนละประโยค หรือต่อเพลง 5. เล่นกับธรรมชาติใกล้ตัว สวน…
Read More
timeline_25621221_175109

แนวทางการจัดประชุมวางระบบควบคุมภายใน และการประเมินผลระบบการควบคุมภายใน ‘’ ประจำปีงบประมาณ 2563

วันที่ 16-18 ธันวาคม 2562 นส.ขนิษฐา. ภักดี. นส.กัลยาณี ฉิมแก้ว นางอรพรรณ ภัคมนตรี และนส.วันวิสา เสถียรพันธ์ ได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘’แนวทางการจัดวางระบบควบคุมภายใน และการประเมินผลระบบการควบคุมภายใน ‘’ ประจำปีงบประมาณ 2563 ณ โรงแรมเบย์ วินโดว์ แอทซี ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ - เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรม มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดวางระบบควบคุมภายในและประเมินผลการควบคุมภายใน ตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลัง ว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายใน สำหรับหน่วยงานของรัฐ พศ.2561 และเข้าใจถึงแนวทาง วิธีการ ตลอดจนเครื่องมือที่ใช้ในการจัดวางระบบการควบคุมภายใน โดยสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ ในการจัดวางระบบ การประเมินความเสี่ยง เพื่อจัดวางระบบควบคุมภายในของหน่วยงาน ✍️การควบคุมภายในหมายถึง กระบวนการปฏิบัติงาน ที่ผู้กำกับดูแล หัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ฝ่ายบริหารและบุคลากรของหน่วยงานของรัฐจัดให้มีขึ้น เพื่อสร้างความมั่นใจอย่างสมเหตุสมผลว่าการดำเนินงาน ของหน่วยงานของรัฐจะบรรลุวัตุประสงค์ของการควบคุม ด้านการดำเนินงาน ด้านการรายงาน และด้านการปฏิบัติตามกฏหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ ✍️การควบคุมภายใน มี 5 องค์ประกอบดังนี้ 1. Control enveronment สภาพแวดล้อมการควบคุม ประกอบด้วย 5 หลักการ 2.Risk assessment การประเมินความเสี่ยง ประกอบด้วย 4 หลักการ 3.Control activities กิจกรรมการควบคุม ประกอบด้วย 3 หลักการ 4.Information and Communication สารสนเทศและการสื่อสาร ประกอบด้วย 3 หลักการ 5.Monitering activities กิจกรรมการติดตามผล ประกอบด้วย 2 หลักการ จากการเข้าร่วมประชุม และการทำกลุ่มฝึกปฏิบัติ workshop การเขียน ปค4 ปค 5 การจัดทำ flow chart การควบคุมภายใน ทำให้มีความรู้ ความเข้าใจ เพิ่มขึ้น สามารถนำมาปรับเขียนให้สอดคล้องกับบริบทของหน่วยงานได้  
Read More