download

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าที่กำลังรุกเร้าสู่สังคมไทย ในช่วงเวลาหลายปีมานี้ สื่อต่างๆ มีการนำเสนอข่าวคนดัง ข่าวอาชญากรรม และแม้แต่ข่าวการฆ่าตัวตายที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการเป็นโรคซึมเศร้าออกมาอย่างต่อเนื่อง เราจึงควรตระหนักว่า โรคซึมเศร้าใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองหรือคนรอบข้างกำลังเสี่ยงหรือเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ เพราะข่าวที่ออกมาก็ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคในเชิงลึกสักเท่าไหร่ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคซึมเศร้าในแง่มุมต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการระแวดระวังและหาทางป้องกันหรือรีบรักษา โรคซึมเศร้ากับสถิติอันตราย ปัจจุบันโลกของเรามีประชากรราว 7.6 พันล้านคน และมีคนเป็นโรคซึมเศร้าถึง 300 ล้านคน หรือเกือบ 4% เลยทีเดียว ส่วนในคนไทยเองนั้นพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน หรือ 2.2% ของคนไทยทั้งหมด 69 ล้านคน และน่าตกใจว่าคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จถึง 4,000 คนต่อปี ซึ่งสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตายก็คือโรคซึมเศร้านั่นเอง โรคซึมเศร้าคืออะไร โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสมองในส่วนที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพทางกาย แต่ที่คนส่วนใหญ่รู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าก็มักจะนึกถึงเพียงอาการหรือสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป จึงคิดว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดหวัง หรือการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ และจะสามารถรักษาหรือแก้ไขได้ด้วยการให้กำลังใจ ซึ่งในความจริงแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เพราะนอกจากจะต้องบำบัดอย่างถูกวิธีแล้ว ยังอาจจะต้องใช้ยาในการรักษาร่วมด้วย พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และเหตุเสี่ยงโรคซึมเศร้า ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประกอบไปด้วยพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิต หากมีฝาแฝดคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า หรือ bipolar ฝาแฝดอีกคนมีโอกาสเป็นสูงถึง 60-80% หากคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) ที่เป็นโรคซึมเศร้า ก็จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป 20% อาจสรุปได้ว่าระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้านั้นเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 40:60% การใช้ยาบางอย่างก็ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ เช่น ยานอนหลับบางตัว ยารักษาสิว ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ 9 ข้อสำรวจเข้าข่ายโรคซึมเศร้า การสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถตรวจจากข้อสำรวจง่ายๆ 9 ข้อนี้ ซึ่งข้อสำรวจนี้ก็ คือ เกณฑ์ที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า หากมีอาการ 5 ข้อขึ้นไป โดยต้องมีข้อ 1.) และ/หรือข้อ 2.) อยู่ด้วย หากอาการ 5 ใน 9 ข้อดังกล่าวเป็นยาวนานติดต่อกันเกินกว่า 2 สัปดาห์ ก็เข้าข่ายเสี่ยง…
Read More
timeline_25630605_205518

ทบทวน Defrib ครั้งที่ 1

วันที่4-5มิถุนายน2563เวลา8.30น กลุ่มงานผู้ป่วยในได้มีการประชุมทีมพยาบาลทบทวนการใช้เครื่องDefibrillatorโดยมีวิทยากรผู้นำการทบทวน คือหัวหน้าแผนกผู้ป่วยใน มีการสรุปแบบสั้นๆกระชับเข้าใจง่าย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.เพื่อให้บุคลากรในกลุ่มงานทราบว่าDefibrillationต่างจากCardioversionอย่างไร 2.วิธีการใช้งานของเครื่องDefibrillator 3.การพยาบาลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น 4.การบำรุงรักษาเครื่องมือ และต้องหมั่นทบทวนการใช้งานบ่อยๆ เพราะนานๆจึงจะมีcaseที่มีความจำเป็นต้องใช้งาน โอกาสที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ลืมได้ เจ้าหน้าที่พยาบาลแผนกผู้ป่วยในได้ผ่านการทบทวนการใช้เครื่องDefibrillatorครบทั้ง11คน มีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้น มีการทวนสอบประเมินพยาบาลทุกคนให้พูดอธิบายพร้อมสาธิตย้อนกลับ สมาชิกทุกคนสามารถทำได้
Read More
5c652be5e229c

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ…ท้องเสีย….

อาการท้องเสีย...นับว่าเป็นหนึ่งในภาวะที่หลายๆ คนเคยพบเจอกันอยู่บ้าง อาการท้องเสียของบางคนก็ค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง แต่ในบางคนกลับเรื้อรังติดต่อกันหลายวัน ซึ่งความน่ากังวลสำหรับอาการท้องเสียก็คือ การปล่อยให้มีอาการท้องเสียเรื้อรังนานเกินไปจนร่างกายขาดน้ำ มีไข้สูง และเกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำและเกลือแร่มากเกินไป เพราะฉะนั้น เราควรเข้าใจถึงความผิดปกติของอาการ...ว่าแบบไหนแค่ถ่ายท้องปกติ แบบไหนที่เข้าข่ายท้องเสีย เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง ลักษณะการถ่ายแบบไหนเรียกว่าท้องเสียผิดปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะแยกอาการท้องเสีย กับอาการถ่ายท้องปกติได้ไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามอาการท้องเสียนั้นมีจุดสังเกตหลายอย่างที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ อุจจาระมีลักษณะเหลว หรือถ่ายออกเป็นน้ำ ถ่ายท้องต่อเนื่อง มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน มีอาการปวดท้องเกร็งที่รุนแรงกว่าปรกติ ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย และเหมือนมีไข้อ่อน ๆ หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังเผชิญกับอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 วัน แต่หากมีอาการท้องเสียต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 – 14 วัน ควรพบแพทย์เพราะอาจมีสาเหตุของโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป อาการท้องเสียเกิดจากสาเหตุใด สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย มักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเชื้อเหล่านี้มักปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งมือของเราเองที่ผ่านการหยิบจับสิ่งของสกปรกมาก่อน นอกจากนี้ อาการท้องเสียอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียดวิตกกังวล การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไป การแพ้อาหารบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน และในบางรายอาจมีอาการท้องเสียหลังการรักษา เช่น ได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิดที่มีผลต่อระบบลำไส้ หรือได้รับการฉายรังสีที่ทำให้เยื่อบุลำไส้เสียหาย ทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมน้ำและสารอาหารได้ตามปกติ การป้องกันและแนวทางในการรักษาอาการท้องเสีย อาการท้องเสียไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวสามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกครั้ง เลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทหมัก ดอง ที่ไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพและความสะอาด เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้ เมื่อเกิดอาการท้องเสียควรดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย รับประทานยาบรรเทาอาการท้องเสีย (Diosmectitie) ซึ่งช่วยยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย และบรรเทาอาการท้องเสียได้ รับประทานอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำซุป เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด ของหมัก ดอง และอาหารที่มีไขมันสูง อย่างไรก็ตามหากเวลาผ่านไป 3 วันแล้วอาการท้องเสียไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ริมฝีปากแห้ง เวียนศีรษะ มีเลือดปนในอุจจาระ หรือ มีเลือดปนในอาเจียน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการท้องเสียนั้นหายไปเอง เพราะอาจมีแนวโน้มของโรคแทรกซ้อนอื่นเช่น โรคสำไส้อักเสบ มีอาการตอบสนองต่อยาบางประเภทที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือติดเชื้อไวรัสโรต้า เป็นต้น
Read More
Volumatic-Spacer

พ่นยาปลอดภัยด้วย Spacer

เนื่องจากสถานการณ์ COVID- 19 กำลังระบาดอยู่ทั่วโลก สาเหตุเกิดมาจากโรคนี้มีการแพร่กระจายทางฝอยละอองจากระบบทางเดินหายใจของผู้ป่วย เมื่อผู้ป่วยไอและจาม ทางโรงพยาบาลศูนย์อนามัยที่ 11จึงได้ปรับเปลี่ยนมาตรฐานการรักษาผู้ป่วยโรคหอบหืดหรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จากเดิมจะพ่นยาแบบNebulizer เปลี่ยนมาเป็นยาพ่น MDI ต่อด้วย spacer เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค วันที่ 7-8 พ.ค.63 ทางแผนกผู้ป่วยในก็จะมีการประสานงานเภสัชกรเข้ามาสอนพ่นยาผู้ป่วยและญาติทั้งขณะที่กำลังนอนรักษาอยู่ที่ โรงพยาบาลและประเมินผลก่อนกลับบ้าน ผู้ป่วยและญาติมีความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติตัวได้ถูกต้อง รวมไปถึงเจ้าหน้าที่สหวิชาชีพที่ให้การดูแลผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลมีความเข้มแข็งทำงานเป็นทีม  
Read More
download (3)

9 วิธีควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและนำมาซึ่งสุขภาพดี

สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เรามี 9 วิธีง่ายๆ ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อย่างยั่งยืนหากทำได้อย่างต่อเนื่อง  1.ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ  หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลทำให้เลือดข้น และส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยดับกระหาย และทำให้โอกาสที่เราจะไปเลือกดื่มน้ำหวานลดกระหายน้อยลง  แต่ถ้าหากร่างกายได้รับน้ำเปล่าอย่างเพียงพออยู่แล้ว การดื่มน้ำเปล่าเพิ่มก็ไม่ได้ส่งผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่จะทำให้เราอิ่มน้ำ และไม่ไปดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นแทนได้ 2.ถ้าขาดชา กาแฟ ไม่ได้ ให้ชงเองคุมน้ำตาล หรือสั่งหวานน้อยให้ติดปาก สำหรับผู้ที่ติดการดื่มชา หรือ กาแฟนั้น กรณีชงดื่มเอง ลองสำรวจตัวเองดูว่า เครื่องดื่มที่ตนเองดื่มเป็นประจำนั้น มีการเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือน้ำผึ้งมากหรือไม่ หากมีปริมาณมากลองลดการเติมจากเดิมครึ่งนึง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไม่เติมเพิ่ม แต่ถ้าสั่งซื้อจากร้าน พึงระลึกว่าน้ำตาลในเลือดเราสูงอยู่  ควรสั่งให้ติดปากว่า ขอหวานน้อย หรือ ไม่เติมน้ำตาล/นมข้นหวานเพิ่ม 3.ก่อนที่จะซื้อเครื่องดื่มควรอ่านฉลากโภชนาการกันสักนิดเพื่อสะกิดตัวเองว่ามีภาวะน้ำตาลเกิน  การอ่านฉลากโภชนาการ จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลว่าเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่นั้น มีพลังงาน น้ำตาลหรือโซเดียมมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่า จะเลือกกินเครื่องดื่มอะไรแบบไหนได้บ้าง ทางที่ดีก็ควรมองหาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่น้อยที่สุด  หรือมองหาเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพ 4.การรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วน 2:1:1  หรือจำง่ายๆ กินข้าวเท่ากับเนื้อ กินผักมากกว่าข้าว จานอาหารสุขภาพ 2:1:1 สามารถดูได้ง่ายๆ จากการแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วน โดย 2 ส่วนของจานเป็นผัก (หรือผักครึ่งจาน) 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มข้าวแป้ง และอีก 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มโปรตีน เช่น ปลา หมู ไก่ เต้าหู้ หรือไข่  การกินอาหารตามสัดส่วน 2:1:1 จะช่วยควบคุมให้เราไม่ได้รับอาหารกลุ่มข้าวแป้งในปริมาณที่มากเกินไป และยังช่วยเพิ่มใยอาหารจากผักได้อีกด้วย 5.ควรทานข้าวที่ไม่ขัดสี  ข้าวไม่ขัดสี  เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ดี ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงเร็วมากนัก 6.ทานผลไม้มื้อละ 1 กำปั้นมือ คือ สัดส่วนที่เหมาะสม  ผลไม้ เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตอย่างหนึ่ง ที่คนไทยหลายๆ คนมักกินมากเกินไป สำหรับคนที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง สัดส่วนผลไม้ประมาณ 1 กำปั้น เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะที่ทำให้ร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลจากผลไม้มากจนเกินไป โดยผลไม้ที่แนะนำ ได้แก่ แอปเปิ้ลลูกเล็ก 1 ลูก  ฝรั่งครึ่งลูก แก้วมังกรครึ่งลูก  มะละกอ 4-6 ชิ้นคำ เป็นต้น 7.เพิ่มกิจกรรมทางกาย  ทำง่ายๆ ด้วยการเดิน  การเพิ่มกิจกรรมทางกาย ถือว่าเป็นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ร่างกายไม่สะสมพลังงานส่วนเกินที่ได้รับจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป  ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้  โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ได้จากการเดินที่เพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มการเดินขึ้นบันได การเดินในระยะทางที่เพิ่มขึ้นแทนการนั่งมอเตอร์ไซค์  นอกจากนั้นยังสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้แก่…
Read More

หยุดบ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

“อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” สโลแกนนี้ทำเอาใครหลายๆ คน ต้องหยุดกิจกรรมนอกบ้านทั้งหมด รวมไปถึงเด็กๆ เองที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาปิดเทอม ต้องงดกิจกรรมนอกบ้าน เพื่อป้องกันตนเองให้ห่างไกล COVID-19 เชื่อว่าเวลานี้นอกจากเด็กๆ จะปิดเทอมอยู่บ้านแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้อง Work From Home อยู่ที่บ้านเช่นเดียวกัน ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการออกนอกบ้าน หากเผลอออกไปเพียงนิดเดียว อาจทำให้นำเจ้า COVID-19 กลับมาให้คนที่บ้านอีกด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้แย่เสมอไป เราควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้เวลานี้เพื่อสานสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ซึ่งพ่อแม่อาจฝึกทักษะต่างๆ จากสิ่งรอบตัวให้กับเด็กๆ เช่น การพาลูกๆ เล่นอิสระในบ้าน ถือเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ปิดเทอมปลอดภัย ห่างไกล COVID-19 thaihealth เนื่องจากเด็กๆ ปิดเทอมกันทุกปี ปิดเทอมใหญ่ประมาณ 120 วัน โดยช่องว่างตรงนี้ว่าผู้ปกครองไม่ได้ปิดเทอม แต่ต้องทำงาน จึงจำเป็นที่จะต้องมีกิจกรรมเข้ามาทดแทน ถ้าเช่นนั้นน้องๆ ต้องหากิจกรรมที่ต้องอยู่บ้าน มีอุปกรณ์ มีอะไรก็เล่นไป เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 จะทำอย่างไร? เมื่อเกิดสถานการณ์ COVID-19 ขึ้น เรามองว่าต้องให้ทุกคนอยู่กับบ้านมากกว่า ซึ่งตอนนี้หน่วยงานต่างๆ และภาคีที่จัดกิจกรรมก็จำเป็นต้องยกเลิกทั้งหมด ทุกคนมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่บ้าน จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันในครอบครัว อย่ากังวลว่า ไม่มีของเล่นราคาแพง หรือพื้นที่ที่จะให้เด็กๆ เล่นมากมาย จริงๆแล้ว แค่มุมเล็กๆ ภายในคอนโดหรือห้องที่ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็สามารถสร้างสรรค์พื้นที่เล่นอิสระได้ ชวนเด็กๆ มาทำสิ่งประดิษฐ์สิ่งง่ายๆ ด้วยตนเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ปิดเทอมสร้างสรรค์ ตรงหมวด DIY ในบางครั้งเราก็นึกไม่ถึงว่าเด็กๆ จะเพลิดเพลินกับการทำกิจกรรมเหล่านี้มาก เช่น การลองเอาเครื่องครัวที่ไม่เป็นอันตรายมาให้เด็กๆ เล่น เด็กๆ จะนั่งเล่นอยู่ได้นานเป็นชั่วโมงเลย เราเรียกกิจกรรมแบบนี้ว่า “การเล่นอิสระ” คือ การเอาของต่างๆ ที่มีในบ้านและไม่เป็นอันตราย เอามากองๆ วางรวมไว้ แล้วปล่อยให้ลูกเลือกเล่นตามใจชอบ เป็นการให้ลูกได้ปลดปล่อยจินตนาการด้วยเล่นกับลูก สร้างความฉลาดได้ ถ้าให้เวลาลูก 1. จัดมุมเล่นบทบาทสมมุติในบ้าน 2. เล่นสร้างบ้านตามจินตนาการด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว 3. เล่นอิสระ เช่น เล่นดิน เล่นทราย ต่อบล็อกไม้ ต่อเลโก้ 4. เล่นเล่าเรื่องต่อกันคนละประโยค หรือต่อเพลง 5. เล่นกับธรรมชาติใกล้ตัว สวน…
Read More

สาระน่ารู้เกี่ยวกับไข้เลือดออก

เกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออกถือเป็นอีกโรคที่คร่าชีวิตผู้ป่วยได้เป็นอันดับต้นๆ ในบรรดาโรคที่มีพาหะจากสัตว์อย่าง ยุงลาย โดยเฉพาะในภูมิประเทศเขตร้อนชื้นอย่างประเทศไทย พบผู้ป่วยไข้เลือดออกอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งโรคไข้เลือดออกนี้สามารถเป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ดังนั้นการรู้เท่าทันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไข้เลือดออก จึงเป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะช่วยป้องกันโรคร้ายนี้ได้ 1. เนื่องจากไข้เลือดมีพาหะโดยยุงลาย จึงควรป้องกันการเกิดโรคด้วยการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ซึ่งควรกำจัดลูกน้ำ ยุงลายที่มักจะวางไข่ในน้ำนิ่ง ให้เปลี่ยนน้ำในแจกันบ่อยๆ สวมเสื้อผ้าที่มิดชิด หรือทายากันยุง และดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ 2. ผู้ป่วยไข้เลือดออกมักมีไข้สูง 39 - 40 องศาเซลซียส ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามตัว แต่มักไม่มีน้ำมูกหรือไอ ตัวแดง รวมทั้งมีอาการเลือดออก เช่น เลือดกำดำไหล เลือดออกตามไรฟัน หรืออาเจียนเป็นเลือด ซึ่งระยะฟักตัวของโรคจะอยู่ที่ประมาณ 3 - 5 วัน 3. วิธีตรวจไข้เลือดออกด้วยตัวเอง ให้ใช้หนังยางรัดบริเวณเหนือข้อศอกเพื่อตวรจเช็คชีพจรประมาณ 5 นาที และ ใช้เหรียญ กดลงบนท้องแขน หากเกิดจุดสีแดงขึ้นเป็นจำนวนมากกว่า 10 จุด ให้สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นโรคไข้เลือดออก 4. โรคไข้เลือดออกยังไม่มีการรักษาให้หายขาดในทันที มีเพียงแต่การประคับประคองอาการของโรค ให้ทานยาพาราเซตามอลเพื่อช่วยลดไข้ หากมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ควรรีบพบแพทย์ เพื่อตรวจดูจำนวนเกล็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือด ควรทานอาหารที่ย่อยง่าย ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้ร่างกายขับสารพิษออกมา งดของมันของทอด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดง ดำ น้ำตาล เพราะจะทำให้การแยกสีเลือดออกในปัสสาวะทำได้ยาก  
Read More
'