fatique-pobpad

อ่อนเพลียกับการรักษา

อ่อนเพลีย (Fatigue) เป็นอาการที่บ่งบอกถึงความรู้สึกเหนื่อยล้า ขาดแรงจูงใจหรือขาดพลังงาน สาเหตุที่พบบ่อยคือ โรคประจำตัวที่มีความรุนแรงน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก หรือเป็นผลมาจากพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เช่น ขาดการออกกำลังกาย หรือการรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์หรือไม่เพียงพอ หากพบว่าอาการอ่อนเพลียไม่สามารถดีขึ้นได้ด้วยการพักผ่อนหรือการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หรือสงสัยว่ามีสาเหตุมาจากสุขภาพร่างกายหรือจิตใจที่อ่อนแอ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม อาการอ่อนเพลีย อาการอ่อนเพลียเป็นอาการที่เกิดจากโรคหรือภาวะบางอย่างที่อธิบายได้หลากหลายรูปแบบ โดยเป็นอาการที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า อ่อนแอ หรือหมดแรง อาการอ่อนเพลียอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุต่าง ๆ ดังนี้ ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคปอด หรือภาวะโลหิตจาง อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น หายใจตื้น หรือเหนื่อยง่ายระหว่างทำกิจวัตรประจำวัน ผู้ป่วย โรคเบาหวาน อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย คือ ภาวะปัสสาวะมาก (Polyuria) ดื่มน้ำมากผิดปกติ (Polydypsia) หรือมีการมองเห็นที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ป่วยภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย คือ รู้สึกหนาว ผิวแห้งและผมเปราะ สาเหตุของอาการอ่อนเพลีย สาเหตุของอาการอ่อนเพลีย สามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ปัจจัยการดำเนินชีวิต ภาวะทางสุขภาพ และปัญหาสุขภาพจิต ปัจจัยการดำเนินชีวิต ดื่มเครืองดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือการใช้ยาเสพติดเป็นประจำ ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป ออกกำลังกายหนักเกินไป ทำงานหนักเกินไป ขาดการออกกำลังกาย ขาดการนอนหลับ มีนิสัยรับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ มีน้ำหนักตัวมากเกินหรือเป็นโรคอ้วน ใช้ยารักษาโรคบางอย่าง เช่น ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ ยารักษาอาการซึมเศร้า และยากล่อมประสาท อยู่ในช่วงเวลาที่มีความเครียด เบื่อหน่าย หรือกำลังเศร้าโศก ภาวะทางสุขภาพ อาการอ่อนเพลียที่เป็นอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นผลกระทบจากการใช้ยารักษาโรค หรือวิธีบำบัดรักษาโรค หรือเป็นสัญญาณของภาวะทางสุขภาพ ได้แก่ อาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง (Chronic Fatigue Syndrome) การติดเชื้อหรือการอักเสบเรื้อรัง โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง ภาวะโลหิตจาง ภาวะตับวายเฉียบพลัน โรคไตเรื้อรัง โรคเมราลเจีย พาเรสเธทิคา (Meralgia Paresthetica) โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ภาวะขาดไทรอยด์ฮอร์โมน โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โรคอ้วน โรคมะเร็ง การตั้งครรภ์ มีอาการเจ็บปวดนานต่อเนื่อง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การกินสารพิษเข้าไป การใช้ยารักษาและการรักษาโรค เช่น เคมีบำบัด ฉายรังสี ยาแก้ปวด…
Read More
5_(1)

สัญญาณเตือนเสี่ยงโรคไต

      โรคไตเป็นปัญหาสำคัญและมีจำนวนคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้น จากการศึกษาโดยสมาคมโรคไต พบว่ามีการเกิดโรคไตเรื้อรังเพิ่มขึ้น เป็นจำนวนหลักล้านคน แต่มีผู้ที่ทำการฟอกไตจริงๆ ในปัจจุบันมีจำนวนไม่ถึงแสนคน ดังนั้นหากจะมาดูที่วิธีป้องกันว่าโรคไตเรื้อรัง เกิดจากสาเหตุใดได้บ้าง อันดับหนึ่งพบว่าเกิดจากเบาหวานที่เป็นมาระยะเวลานาน , อันดับสองเกิดจากโรคความดันโลหิตสูง , อันดับสามเกิดจากไตอักเสบเรื้อรัง มีภาวะอุดกลั้นทางเดินปัสสะวะ พวกนิ่วในไต และอีกสาเหตุคือการที่คนไทย นิยมซื้อยารับประทานเอง อาทิ ยาแก้ปวด , ยาสมุนไพรต่างๆ เป็นต้น       ทั้งนี้ “ไต” มีหน้าที่สำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1. การขับของเสีย ขับน้ำส่วนเกินออกจากร่างกาย ฉะนั้นถ้าขับไม่ได้ จะมีอาการบวมตามตัว 2. มีหน้าที่เกี่ยวกับการสมดุลของเกลือแร่ ประเภทกรดด่างต่างๆ 3. ไตมีหน้าที่ สังเคราะห์ฮอร์โมนวิตามินต่างๆ  สร้างฮอร์โมนท์ที่กระตุ้นเม็ดเลือดต่อวิตามินดี ฉะนั้นหากไตเสื่อมการทำงานของไตก็อาจจะมีเลือดจาง และมีภาวะขาดวิตามินได้ โดยโรคไตเรื้อรังเป็นภัยเงียบ ช่วงแรกจะไม่มีอาการแสดงให้เห็นและยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยผู้ป่วยอาจมาพบแพทย์อีกที เมื่อมีอาการผิดปกติมากแล้ว ซึ่งเมื่อแพทย์สอบถาม มักจะพบอาการ ดังต่อไปนี้ 1. บวมตามตัว เกิดจากการมีน้ำและเกลือเพิ่มขึ้นในร่างกาย ระยะแรกอาจมีอาการบวมที่หนังตาและหน้า ต่อมาจะมีการบวมที่ขาและเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งคนปกติหากไม่เคยบวมแล้วบวมขึ้นมา ถือว่าน่าสงสัย  การทดสอบง่ายๆ คือใช้นิ้วกดบริเวณหน้าแข้งแล้วปล่อย หากพบว่ามีรอยบุ๋มอย่แสดงว่าบวม ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพราะอาการบวมอาจไม่ได้เป็ฯโรคไตก็ได้ แต่ยังเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจและโรคตับ 2. ปัสสาวะผิดปกติ  เช่น เวลาที่ราดน้ำหรือกดชักโครก แล้วเกิดมีฟอง ยิ่งฟองเยอะหรือหลายชั้น แสดงว่าผิดปกติ รวมไปถึงสีของปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีสีน้ำล้างเนื้อ สีแดงจางๆ การเข้าห้องน้ำบ่อย ทั้งระหว่างวัน และตอนนอน หมายถึงมีการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ  ปัสสาวะน้อยลงบางคนอาจไม่ออกเลยซึ่งคนไข้ควรสังเกตอาการ 3. มีอาการปวดหลังปวดบั้นเอว หากไตเกิดความผิดปกติขึ้นเราอาจรู้สึกถึงอาการปวดหลัง ปวดบั้นเอวที่บริเวณชายโครงร้าวไปท้องน้อย หัวหน่าวและอวัยวะเพศได้ บางคนอาจปวดกระดูกและข้อร่วมด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะมีการอุดตันที่ท่อได กรวยไตอักเสบหรือในท่อไดมีถุงน้ำโป่งพองก็ได้ 4. อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ทานได้น้อย คลื่นไส้อาเจียน อาการเหล่านี้จะเกิดเมื่อผู้ป่วยเริมเป็นมากขึ้น 5. ความดันโลหิตสูงมากๆ การทานอาหารเค็มมากๆ จะทำให้ไตทำงานหนัก และเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย       อย่างไรก็ตามเมื่อตรวจสอบสัญญาณเบื้องต้นแล้ว หากเจออาการข้างต้นควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียด
Read More
timeline_25630715_192211

ฟื้นฟู CPR ปี 63

วันที่ 14/7/63 กลุ่มงานผู้ป่วยในมีการประชุมพูดคุยแลกเปลี่ยนและสาธิตหลักการ CPR เพื่อเพิ่มพูนสมรรถนะบุคลากรในฝ่าย การ CPR 1. เมื่อเจอผู้ป่วยหมดสติ ประเมินโดยการปลุกเรียกและตบไหล่ทั้ง2 ข้าง ภายใน 10 วินาที 2. สังเกตการหายใจ 3. ดู pulse ถ้าไม่มี pulse คนที่เจอรีบ CPR พร้อมเรียกทีม 4. นำ เครื่อง difibrillator เพื่อติดดู lead EKG ว่าเป็นชนิดไหนถ้าเป็น PEA กับ Asystole จะไม่มีการช๊อคไฟฟ้าให้ CPR อย่างเดียว 5. เปิดเส้นให้ IV โดยเปิดเส้นใหญ่คือบริเวณข้อพับ 6. เตรียมยา เตรียม tube ประเมินการ CPR ทุก 2 นาที 7. ถ้าเป็น VF เริ่มช๊อคโดยพลังงาน 150-200 จูลตามแพทย์สั่ง 8. ถ้าเป็น VT มี pulse ไม่มีการช๊อค แต่ถ้าไม่มี pulse ช๊อคได้ 9. เมื่อช๊อคไป 2 ครั้งแล้วค่อยเริ่ม adrenaline 10. เมื่อช๊อคครั้งที่3 เปลี่ยนเป็น Amiodarone 11. adrenaline 1 amp dilute 10 cc ให้ซ้ำทุก 4 นาที 12. Amiodarone 150 mg dilute 20 cc 300 mg ก็ dilute 20 cc การกด CPR กดลึก 2-2.4 นิ้ว ประมาณ 5 cm และกดแล้วปล่อยให้เด้งห้ามหยุดกดเกิน10 วินาที ห้ามมี hyperventilate…
Read More
download

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นโรคซึมเศร้า

โรคซึมเศร้าที่กำลังรุกเร้าสู่สังคมไทย ในช่วงเวลาหลายปีมานี้ สื่อต่างๆ มีการนำเสนอข่าวคนดัง ข่าวอาชญากรรม และแม้แต่ข่าวการฆ่าตัวตายที่มีส่วนเกี่ยวโยงกับการเป็นโรคซึมเศร้าออกมาอย่างต่อเนื่อง เราจึงควรตระหนักว่า โรคซึมเศร้าใกล้ตัวเรากว่าที่คิด เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าตัวเองหรือคนรอบข้างกำลังเสี่ยงหรือเป็นโรคซึมเศร้าอยู่ เพราะข่าวที่ออกมาก็ไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคในเชิงลึกสักเท่าไหร่ วันนี้เราจะมาทำความรู้จักโรคซึมเศร้าในแง่มุมต่างๆ ให้มากขึ้น เพื่อจะเป็นประโยชน์ในการระแวดระวังและหาทางป้องกันหรือรีบรักษา โรคซึมเศร้ากับสถิติอันตราย ปัจจุบันโลกของเรามีประชากรราว 7.6 พันล้านคน และมีคนเป็นโรคซึมเศร้าถึง 300 ล้านคน หรือเกือบ 4% เลยทีเดียว ส่วนในคนไทยเองนั้นพบว่ามีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าถึง 1.5 ล้านคน หรือ 2.2% ของคนไทยทั้งหมด 69 ล้านคน และน่าตกใจว่าคนไทยฆ่าตัวตายสำเร็จถึง 4,000 คนต่อปี ซึ่งสาเหตุสำคัญของการฆ่าตัวตายก็คือโรคซึมเศร้านั่นเอง โรคซึมเศร้าคืออะไร โรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดปกติของสมองในส่วนที่มีผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม รวมถึงสุขภาพทางกาย แต่ที่คนส่วนใหญ่รู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้าก็มักจะนึกถึงเพียงอาการหรือสภาพจิตใจที่เปลี่ยนไป จึงคิดว่าโรคซึมเศร้าเกิดจากความผิดหวัง หรือการได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ และจะสามารถรักษาหรือแก้ไขได้ด้วยการให้กำลังใจ ซึ่งในความจริงแล้ว โรคซึมเศร้าเป็นโรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของสารสื่อประสาท 3 ชนิด คือ ซีโรโตนิน นอร์เอปิเนฟริน และโดปามีน จึงจำเป็นที่ต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์ เพราะนอกจากจะต้องบำบัดอย่างถูกวิธีแล้ว ยังอาจจะต้องใช้ยาในการรักษาร่วมด้วย พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และเหตุเสี่ยงโรคซึมเศร้า ปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประกอบไปด้วยพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิต หากมีฝาแฝดคนหนึ่งเป็นโรคซึมเศร้า หรือ bipolar ฝาแฝดอีกคนมีโอกาสเป็นสูงถึง 60-80% หากคนในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง (พ่อ แม่ พี่ น้อง) ที่เป็นโรคซึมเศร้า ก็จะมีโอกาสเป็นมากกว่าคนทั่วไป 20% อาจสรุปได้ว่าระหว่างพันธุกรรมกับสิ่งแวดล้อม ปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นโรคซึมเศร้านั้นเป็นสัดส่วนอยู่ที่ 40:60% การใช้ยาบางอย่างก็ส่งผลให้เกิดอาการซึมเศร้าได้ เช่น ยานอนหลับบางตัว ยารักษาสิว ยาแก้อักเสบ ยาแก้ปวด สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์ 9 ข้อสำรวจเข้าข่ายโรคซึมเศร้า การสังเกตตัวเองหรือคนรอบข้างว่าเข้าข่ายโรคซึมเศร้าหรือไม่ สามารถตรวจจากข้อสำรวจง่ายๆ 9 ข้อนี้ ซึ่งข้อสำรวจนี้ก็ คือ เกณฑ์ที่แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า หากมีอาการ 5 ข้อขึ้นไป โดยต้องมีข้อ 1.) และ/หรือข้อ 2.) อยู่ด้วย หากอาการ 5 ใน 9 ข้อดังกล่าวเป็นยาวนานติดต่อกันเกินกว่า 2 สัปดาห์ ก็เข้าข่ายเสี่ยง…
Read More
5c652be5e229c

สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ…ท้องเสีย….

อาการท้องเสีย...นับว่าเป็นหนึ่งในภาวะที่หลายๆ คนเคยพบเจอกันอยู่บ้าง อาการท้องเสียของบางคนก็ค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปเอง แต่ในบางคนกลับเรื้อรังติดต่อกันหลายวัน ซึ่งความน่ากังวลสำหรับอาการท้องเสียก็คือ การปล่อยให้มีอาการท้องเสียเรื้อรังนานเกินไปจนร่างกายขาดน้ำ มีไข้สูง และเกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำและเกลือแร่มากเกินไป เพราะฉะนั้น เราควรเข้าใจถึงความผิดปกติของอาการ...ว่าแบบไหนแค่ถ่ายท้องปกติ แบบไหนที่เข้าข่ายท้องเสีย เพื่อนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง ลักษณะการถ่ายแบบไหนเรียกว่าท้องเสียผิดปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะแยกอาการท้องเสีย กับอาการถ่ายท้องปกติได้ไม่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามอาการท้องเสียนั้นมีจุดสังเกตหลายอย่างที่แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้ อุจจาระมีลักษณะเหลว หรือถ่ายออกเป็นน้ำ ถ่ายท้องต่อเนื่อง มากกว่า 3 ครั้งต่อวัน มีอาการปวดท้องเกร็งที่รุนแรงกว่าปรกติ ร่างกายรู้สึกอ่อนเพลีย และเหมือนมีไข้อ่อน ๆ หากผู้ป่วยมีอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังเผชิญกับอาการท้องเสียชนิดเฉียบพลัน ซึ่งโดยปกติแล้วจะสามารถหายได้เองภายใน 1 – 2 วัน แต่หากมีอาการท้องเสียต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 – 14 วัน ควรพบแพทย์เพราะอาจมีสาเหตุของโรคอื่นที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียเรื้อรังเพื่อทำการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป อาการท้องเสียเกิดจากสาเหตุใด สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย มักเกิดจากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือเชื้อไวรัส ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ซึ่งเชื้อเหล่านี้มักปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่ม หรือแม้กระทั่งมือของเราเองที่ผ่านการหยิบจับสิ่งของสกปรกมาก่อน นอกจากนี้ อาการท้องเสียอาจเกิดได้จากสาเหตุอื่น เช่น ความเครียดวิตกกังวล การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มากเกินไป การแพ้อาหารบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดอาการท้องเสียได้เช่นกัน และในบางรายอาจมีอาการท้องเสียหลังการรักษา เช่น ได้รับยาปฏิชีวนะบางชนิดที่มีผลต่อระบบลำไส้ หรือได้รับการฉายรังสีที่ทำให้เยื่อบุลำไส้เสียหาย ทำให้ลำไส้ไม่สามารถดูดซึมน้ำและสารอาหารได้ตามปกติ การป้องกันและแนวทางในการรักษาอาการท้องเสีย อาการท้องเสียไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวสามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ทุกครั้ง ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังทำกิจกรรมต่าง ๆ ทุกครั้ง เลี่ยงการรับประทานอาหารประเภทหมัก ดอง ที่ไม่มั่นใจเรื่องคุณภาพและความสะอาด เพราะอาจมีเชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาการท้องเสียได้ เมื่อเกิดอาการท้องเสียควรดื่มน้ำ หรือดื่มน้ำผสมผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย รับประทานยาบรรเทาอาการท้องเสีย (Diosmectitie) ซึ่งช่วยยับยั้งเชื้อ แบคทีเรีย และบรรเทาอาการท้องเสียได้ รับประทานอาหารย่อยง่าย เช่น โจ๊ก น้ำซุป เลี่ยงอาหารที่มีรสจัด ของหมัก ดอง และอาหารที่มีไขมันสูง อย่างไรก็ตามหากเวลาผ่านไป 3 วันแล้วอาการท้องเสียไม่ดีขึ้น ผู้ป่วยรู้สึกอ่อนเพลีย ริมฝีปากแห้ง เวียนศีรษะ มีเลือดปนในอุจจาระ หรือ มีเลือดปนในอาเจียน ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและทำการรักษาทันทีโดยไม่จำเป็นต้องรอให้อาการท้องเสียนั้นหายไปเอง เพราะอาจมีแนวโน้มของโรคแทรกซ้อนอื่นเช่น โรคสำไส้อักเสบ มีอาการตอบสนองต่อยาบางประเภทที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย หรือติดเชื้อไวรัสโรต้า เป็นต้น
Read More
download (3)

9 วิธีควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและนำมาซึ่งสุขภาพดี

สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน เรามี 9 วิธีง่ายๆ ในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยใช้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ส่งเสริมให้สุขภาพดีได้อย่างยั่งยืนหากทำได้อย่างต่อเนื่อง  1.ดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอ  หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลทำให้เลือดข้น และส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ การดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพออย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน จะช่วยดับกระหาย และทำให้โอกาสที่เราจะไปเลือกดื่มน้ำหวานลดกระหายน้อยลง  แต่ถ้าหากร่างกายได้รับน้ำเปล่าอย่างเพียงพออยู่แล้ว การดื่มน้ำเปล่าเพิ่มก็ไม่ได้ส่งผลต่อการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ แต่จะทำให้เราอิ่มน้ำ และไม่ไปดื่มเครื่องดื่มอย่างอื่นแทนได้ 2.ถ้าขาดชา กาแฟ ไม่ได้ ให้ชงเองคุมน้ำตาล หรือสั่งหวานน้อยให้ติดปาก สำหรับผู้ที่ติดการดื่มชา หรือ กาแฟนั้น กรณีชงดื่มเอง ลองสำรวจตัวเองดูว่า เครื่องดื่มที่ตนเองดื่มเป็นประจำนั้น มีการเติมน้ำตาล นมข้นหวาน หรือน้ำผึ้งมากหรือไม่ หากมีปริมาณมากลองลดการเติมจากเดิมครึ่งนึง แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นไม่เติมเพิ่ม แต่ถ้าสั่งซื้อจากร้าน พึงระลึกว่าน้ำตาลในเลือดเราสูงอยู่  ควรสั่งให้ติดปากว่า ขอหวานน้อย หรือ ไม่เติมน้ำตาล/นมข้นหวานเพิ่ม 3.ก่อนที่จะซื้อเครื่องดื่มควรอ่านฉลากโภชนาการกันสักนิดเพื่อสะกิดตัวเองว่ามีภาวะน้ำตาลเกิน  การอ่านฉลากโภชนาการ จะทำให้เราได้รู้ข้อมูลว่าเครื่องดื่มที่เราดื่มอยู่นั้น มีพลังงาน น้ำตาลหรือโซเดียมมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้ว่า จะเลือกกินเครื่องดื่มอะไรแบบไหนได้บ้าง ทางที่ดีก็ควรมองหาเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่น้อยที่สุด  หรือมองหาเครื่องดื่มที่ได้รับเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพ 4.การรับประทานอาหารให้ได้สัดส่วน 2:1:1  หรือจำง่ายๆ กินข้าวเท่ากับเนื้อ กินผักมากกว่าข้าว จานอาหารสุขภาพ 2:1:1 สามารถดูได้ง่ายๆ จากการแบ่งจานอาหารออกเป็น 4 ส่วน โดย 2 ส่วนของจานเป็นผัก (หรือผักครึ่งจาน) 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มข้าวแป้ง และอีก 1 ส่วนของจานเป็นกลุ่มโปรตีน เช่น ปลา หมู ไก่ เต้าหู้ หรือไข่  การกินอาหารตามสัดส่วน 2:1:1 จะช่วยควบคุมให้เราไม่ได้รับอาหารกลุ่มข้าวแป้งในปริมาณที่มากเกินไป และยังช่วยเพิ่มใยอาหารจากผักได้อีกด้วย 5.ควรทานข้าวที่ไม่ขัดสี  ข้าวไม่ขัดสี  เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ดี ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นสูงเร็วมากนัก 6.ทานผลไม้มื้อละ 1 กำปั้นมือ คือ สัดส่วนที่เหมาะสม  ผลไม้ เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตอย่างหนึ่ง ที่คนไทยหลายๆ คนมักกินมากเกินไป สำหรับคนที่มีปัญหาน้ำตาลในเลือดสูง สัดส่วนผลไม้ประมาณ 1 กำปั้น เป็นสัดส่วนที่พอเหมาะที่ทำให้ร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลจากผลไม้มากจนเกินไป โดยผลไม้ที่แนะนำ ได้แก่ แอปเปิ้ลลูกเล็ก 1 ลูก  ฝรั่งครึ่งลูก แก้วมังกรครึ่งลูก  มะละกอ 4-6 ชิ้นคำ เป็นต้น 7.เพิ่มกิจกรรมทางกาย  ทำง่ายๆ ด้วยการเดิน  การเพิ่มกิจกรรมทางกาย ถือว่าเป็นการเพิ่มการใช้พลังงาน ทำให้ร่างกายไม่สะสมพลังงานส่วนเกินที่ได้รับจากการรับประทานอาหารที่มากเกินไป  ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวานในอนาคตได้  โดยสามารถทำได้ง่ายๆ ได้จากการเดินที่เพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มการเดินขึ้นบันได การเดินในระยะทางที่เพิ่มขึ้นแทนการนั่งมอเตอร์ไซค์  นอกจากนั้นยังสามารถทำกิจกรรมอย่างอื่นได้แก่…
Read More

หยุดบ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ

“อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” สโลแกนนี้ทำเอาใครหลายๆ คน ต้องหยุดกิจกรรมนอกบ้านทั้งหมด รวมไปถึงเด็กๆ เองที่กำลังอยู่ในช่วงเวลาปิดเทอม ต้องงดกิจกรรมนอกบ้าน เพื่อป้องกันตนเองให้ห่างไกล COVID-19 เชื่อว่าเวลานี้นอกจากเด็กๆ จะปิดเทอมอยู่บ้านแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้อง Work From Home อยู่ที่บ้านเช่นเดียวกัน ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการออกนอกบ้าน หากเผลอออกไปเพียงนิดเดียว อาจทำให้นำเจ้า COVID-19 กลับมาให้คนที่บ้านอีกด้วย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้แย่เสมอไป เราควรเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส ใช้เวลานี้เพื่อสานสัมพันธ์กับคนในครอบครัว ซึ่งพ่อแม่อาจฝึกทักษะต่างๆ จากสิ่งรอบตัวให้กับเด็กๆ เช่น การพาลูกๆ เล่นอิสระในบ้าน ถือเป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ปิดเทอมปลอดภัย ห่างไกล COVID-19 thaihealth เนื่องจากเด็กๆ ปิดเทอมกันทุกปี ปิดเทอมใหญ่ประมาณ 120 วัน โดยช่องว่างตรงนี้ว่าผู้ปกครองไม่ได้ปิดเทอม แต่ต้องทำงาน จึงจำเป็นที่จะต้องมีกิจกรรมเข้ามาทดแทน ถ้าเช่นนั้นน้องๆ ต้องหากิจกรรมที่ต้องอยู่บ้าน มีอุปกรณ์ มีอะไรก็เล่นไป เมื่อประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 จะทำอย่างไร? เมื่อเกิดสถานการณ์ COVID-19 ขึ้น เรามองว่าต้องให้ทุกคนอยู่กับบ้านมากกว่า ซึ่งตอนนี้หน่วยงานต่างๆ และภาคีที่จัดกิจกรรมก็จำเป็นต้องยกเลิกทั้งหมด ทุกคนมีความจำเป็นที่จะต้องอยู่บ้าน จึงเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำกิจกรรมสนุกๆ ร่วมกันในครอบครัว อย่ากังวลว่า ไม่มีของเล่นราคาแพง หรือพื้นที่ที่จะให้เด็กๆ เล่นมากมาย จริงๆแล้ว แค่มุมเล็กๆ ภายในคอนโดหรือห้องที่ไม่มีพื้นที่มากนัก ก็สามารถสร้างสรรค์พื้นที่เล่นอิสระได้ ชวนเด็กๆ มาทำสิ่งประดิษฐ์สิ่งง่ายๆ ด้วยตนเอง ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ปิดเทอมสร้างสรรค์ ตรงหมวด DIY ในบางครั้งเราก็นึกไม่ถึงว่าเด็กๆ จะเพลิดเพลินกับการทำกิจกรรมเหล่านี้มาก เช่น การลองเอาเครื่องครัวที่ไม่เป็นอันตรายมาให้เด็กๆ เล่น เด็กๆ จะนั่งเล่นอยู่ได้นานเป็นชั่วโมงเลย เราเรียกกิจกรรมแบบนี้ว่า “การเล่นอิสระ” คือ การเอาของต่างๆ ที่มีในบ้านและไม่เป็นอันตราย เอามากองๆ วางรวมไว้ แล้วปล่อยให้ลูกเลือกเล่นตามใจชอบ เป็นการให้ลูกได้ปลดปล่อยจินตนาการด้วยเล่นกับลูก สร้างความฉลาดได้ ถ้าให้เวลาลูก 1. จัดมุมเล่นบทบาทสมมุติในบ้าน 2. เล่นสร้างบ้านตามจินตนาการด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว 3. เล่นอิสระ เช่น เล่นดิน เล่นทราย ต่อบล็อกไม้ ต่อเลโก้ 4. เล่นเล่าเรื่องต่อกันคนละประโยค หรือต่อเพลง 5. เล่นกับธรรมชาติใกล้ตัว สวน…
Read More
COVIT19-MAP1

โควิท-19 กับการป้องกัน

ไวรัสโควิด 19 (Covid-19) คือเชื้อไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ ได้ระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยบริเวณที่พบผู้ป่วยมากที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นรังของโรค คือ ตลาดอาหารทะเลและสัตว์หายากในเมือง ซึ่งได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองในประเทศจีนและหลายประเทศ เช่น ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา มีอาการไข้หนาวสั่น ปวดศีรษะและเจ็บคอ สามารถแยกเชื้อโดยวิธีการทางโมเลกุลได้ว่าเป็นเชื้อ “ไวรัสโควิด 19” วิธีสังเกตอาการ (Covid-19) หากได้รับเชื้อไวรัสโควิด 19 ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมาภายใน 1 วัน ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการมีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย หากผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้ วิธีป้องกัน (Covid-19) เบื้องต้นทุกคนสามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้ดังนี้ เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นที่เป็นรังโรค และเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่มีการระบาด ระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่ ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ เลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน ทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก ควรดูแลสุขภาพ ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ หลังจากกลับจากต่างประเทศภายใน 14 วัน หากมีอาการป่วยควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว และแจ้งรายละเอียดว่าเราเคยไปต่างประเทศมาแม้ว่าประเทศนั้นจะไม่มีการติดเชื้อก็ตาม สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา
Read More

ไข้หวัดใหญ่กับการรักษา

ไข้หวัดใหญ่ (Flu or Influenza) คือ โรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจในส่วนของจมูก ลำคอ และปอด อาการเบื้องต้นคล้ายไข้หวัดธรรมดา มีไข้ ตัวร้อน น้ำมูกไหล ไอหรือจาม แต่มีความรุนแรงและมีโอกาสพัฒนาสู่ภาวะแทรกซ้อนได้ เป็นโรคที่สามารถพบได้ตลอดปี และระบาดในช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โดยเฉพาะในฤดูหนาวและฤดูฝนที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี     อาการของไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการเบื้องต้นคล้ายผู้ป่วยไข้หวัดธรรมดา แต่อาการป่วยไข้หวัดใหญ่จะส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้มากกว่า มีไข้สูงมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลียหมดแรง ไอ จาม เจ็บคอ คออักเสบ บางคนมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและท้องร่วงร่วมด้วย บางราย ผู้ป่วยมีอาการแสดงอย่างอื่น แต่ไม่มีไข้ และอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นได้ด้วย ทั้งนี้อาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น ขึ้นอยู่กับร่างกาย อายุ และโรคประจำตัวเดิมของแต่ละบุคคลด้วย สาเหตุ เกิดจากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสกลุ่ม Influenza Virus ผ่านทางประสาทสัมผัสต่าง ๆ เช่นเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ การรับของเหลวที่มีเชื้อไวรัสปะปนอยู่ผ่านการกิน การดื่ม หรือการสัมผัสเชื้อเข้าสู่เนื้อเยื่อร่างกายโดยตรงทางเลือด น้ำเหลือง น้ำหล่อลื่นที่ดวงตา การติดเชื้อและการแพร่กระจายของเชื้อขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ไวรัสด้วย บางสายพันธุ์สามารถติดต่อจากสัตว์เลือดอุ่นที่เป็นพาหะสู่คนได้ โดยเฉพาะปศุสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับคน ไข้หวัดใหญ่บางสายพันธุ์จึงมีความเสี่ยงในการแพร่ระบาดในหมู่ปศุสัตว์และเกษตรกรค่อนข้างสูง การรักษาไข้หวัดใหญ่ เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ แพทย์จะจ่ายยาเพื่อรักษาตามอาการที่ป่วย หรือหากมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อย สามารถใช้ยารักษาได้ด้วยตนเองภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร เช่นยาลดไข้ ยาแก้หวัด เช็ดตัวลดไข้ และควรนอนหลับพักฟื้นให้เพียงพอ เพราะการป่วยไข้หวัดใหญ่จะทำให้ร่างกายอ่อนล้าและต้องการการพักผ่อนมากกว่าปกติ หากมีอาการที่น่าสงสัยหรือจัดอยู่ในผู้ป่วยสายพันธุ์อันตรายที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ผู้ป่วยต้องเข้ารับการรักษาอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ เพื่อรับยาต้านไวรัสป้องกันหรือลดความเสี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัส ภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่อาจเป็นเหตุให้ร่างกายเกิดภาวะแทรกซ้อนและโรคต่าง ๆ ได้ เช่น ภาวะร่างกายขาดน้ำ การติดเชื้อในหู การติดเชื้อที่ไซนัส หลอดลมอักเสบ ปอดบวม ปอดอักเสบ ปัญหาที่ระบบประสาทส่วนกลาง กล้ามเนื้ออักเสบ หัวใจวาย กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน และมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ที่มีความรุนแรงกว่า นอกจากนั้น อาการของไข้หวัดใหญ่ยังเป็นเหตุทำให้อาการป่วยโรคอื่นที่เป็นอยู่ก่อนหน้าทรุดหนักลง เช่น โรคเบาหวาน โรคหอบหืด และโรคหัวใจ การป้องกันไข้หวัดใหญ่ ในปัจจุบันมีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันไวรัสที่สามารถฉีดได้ปีละครั้ง แต่ไม่สามารถป้องกันไวรัสได้ทุกชนิด รวมถึงมียาต้านไวรัสที่ได้รับการแนะนำให้ใช้ในผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และการสร้างเสริมสุขภาพร่างกาย และสุขอนามัยในการใช้ชีวิต ก็เป็นวิธีที่ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงในการป่วยไข้หวัดใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน
Read More

โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกับการปฏิบัติตัว

       กระเพาะปัสสาวะอักเสบ เป็นหนึ่งในกลุ่มโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection หรือ UTI) ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียจากบริเวณรอบท่อปัสสาวะ โดยส่วนใหญ่มักเกิดในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงมีท่อปัสสาวะสั้นและอยู่ใกล้กับช่องคลอดและทวารหนัก ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะผ่านทางท่อปัสสาวะได้โดยง่าย ขณะที่ผู้ชายมีท่อปัสสาวะยาวกว่าและอยู่ห่างจากทวารหนัก โอกาสที่เชื้อโรคจะผ่านเข้าสู่กระเพาะปัสสาวะจึงมีน้อยกว่ามาก ดังนั้น ลองมาดูปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ พร้อมกับวิธีป้องกันตัวเองให้ห่างไกลจากกระเพาะปัสสาวะอักเสบ การกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อโรคในปัสสาวะเจริญเติบโตได้ดี ดังนั้น ถ้ารู้สึกปวดปัสสาวะต้องบังคับตัวเองให้เข้าห้องน้ำทันที การดูแลรักษาสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศไม่ดี โดยเฉพาะผู้หญิงหากทำความสะอาดไม่ถูกวิธี เช่น เช็ดทำความสะอาดจากด้านหลังมาด้านหน้า แทนที่จะเป็นจากด้านหน้าไปด้านหลังก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อจากช่องคลอดและทวารหนักได้ ผู้หญิงจึงควรรักษาสุขอนามัยบริเวณอวัยวะเพศด้วยการทำความสะอาดจากด้านหน้าไปด้านหลัง การสวนล้างช่องคลอดด้วยยาปฏิชีวนะ ทำให้แบคทีเรียชนิดดีที่ทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคถูกกำจัดออกไป จึงเกิดการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ดังนั้นไม่ควรสวนล้างช่องคลอดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ การทำความสะอาดด้วยสบู่ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ จึงควรปัสสาวะทิ้งและทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อฮอร์โมนเพศหญิงลดลงทำให้ความชุ่มชื้นบริเวณเยื่อบุช่องคลอดและเยื่อบุท่อปัสสาวะซึ่งช่วยป้องกันการติดเชื้อลดลงตามไปด้วย ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน หากมีการติดเชื้อซ้ำๆ อาจจำเป็นต้องใช้ยาปรับฮอร์โมนแบบเฉพาะที่ช่วย เช่น ยาเหน็บ แต่เนื่องจากการใช้ฮอร์โมนอาจมีผลข้างเคียงได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้ง ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากควบคุมโรคได้ไม่ดีก็มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย เนื่องจากร่างกายมีภูมิต้านทานโรคต่ำอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานต้องคุมเบาหวานให้ดี ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยากดภูมิต้านทาน มีโอกาสเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ดังนั้น หากผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาปรับภูมิต้านทาน จำเป็นต้องปรับยาตามดุลยพินิจของแพทย์ ผู้สูงอายุหลายรายเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบเนื่องจากนอนหลับนานๆ โดยไม่ลุกมาปัสสาวะ จึงไม่ควรดื่มน้ำหรือรับประทานผลไม้ที่มีน้ำมากๆ ก่อนเข้านอน
Read More
'