risk_zps496ecdda

 บริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ

Manage the Risk as Professional

10455360_767372729973980_8448838207400121713_n

    ที่มา…นพ.สตางค์  ศุภผล

 

Satir – ภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg)

            Satir อุปมาอุปไมยว่าคนเรานั้นก็เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง

เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่ง จะเป็นจริงตามที่คน ๆ นั้นรับรู้ ทั้งนี้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เขารับรู้อาจเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ ดังนั้น Iceberg ของ Satir จึงเป็นหนทางที่จะทำให้บุคคลสามารถเข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกของตนเองได้ดีขึ้น

 

Iceberg ของ Satir สามารถแบ่งตามลำดับชั้นได้ดังนี้

1. พฤติกรรม (Behavior) คือ การกระทำที่บุคคลแสดงออก โดยมีการปรับตัว (Coping Stances) เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่แสดงออกมา

2.ความรู้สึก (Feeling) คือ ความรู้สึกของบุคคลที่เกิดขึ้นต่อเหตุการณ์ เช่น สนุก มีความสุข เศร้า กลัว ความรู้สึกที่ผู้บำบัดให้ความสนใจมักเป็นความรู้สึกที่รุนแรง เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ความรู้สึกที่พบได้บ่อยครั้งที่สุดก็คือ ความเจ็บปวด ความหวาดกลัว และ ความโกรธ

3. ความรู้สึกต่อความรู้สึก (Feeling and Feeling about Feelings) คือ ความรู้สึกที่เขา “มีต่อ” ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น รู้สึกผิดที่โกรธ

4. การรับรู้ (Perception) คือ สิ่งที่บุคคลรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วนำไปแปรเป็นความคิดและความเชื่อ รวมไปถึงข้อสันนิษฐาน สิ่งที่เขารับรู้ว่าเป็นความจริงสำหรับเขา และ คุณค่าที่เขาประเมินต่อสิ่งที่เกิดขึ้น มนุษย์แต่ละคนมีการรับรู้ในแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรู้พื้นฐานและมุมมองของคน ๆ นั้น เหตุการณ์เดียวกัน คนสองคนอาจรับรู้ต่างกันก็ได้ เช่น ผู้หญิงสองคนถูกแฟนทิ้ง คนหนึ่งมองว่าตนเองไม่มีค่าแฟนเลยทิ้งไปทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด อีกคนหนึ่งมองว่าผู้ชายรสนิยมแย่ มองไม่เห็นค่าของตนที่มีเลยทิ้งไป ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ใส่ใจ

5. ความคาดหวัง (Expectations) คือ ความต้องการที่ตนมีทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น รวมไปถึงความคาดหวังของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง ความคาดหวังนี้เป็นสิ่งที่พัฒนามาจากความปรารถนา (yearning) ที่ตนได้รับมาแบบไม่สมบูรณ์แบบในวัยเด็ก หากมนุษย์ได้รับสิ่งที่ตนคาดหวังเอาไว้ก็จะมีความสุข แต่หากสิ่งที่ตนได้รับไม่เป็นไปตามสิ่งที่ตนคาดหวังก็จะก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้

6. ความปรารถนา (Yearning) คือ สิ่งที่บุคคลปรารถนาและถวิลหาที่จะได้รับ ความปรารถนานี้จะมาในรูปแบบที่เป็นสากล คือ เป็นสิ่งที่ทุก ๆ คนต้องการ เช่นความรัก ความอบอุ่น การยอมรับ

7. ตัวตน (Self) คือ ตัวตนที่แท้จริงของเขา เป็นที่อยู่ของพลังชีวิต จิตวิญญาณ แก่นของความเป็นตัวเอง สิ่งที่เป็นตัวจริงของบุคคลนั้น ๆ

original_tacitvsexplicit

การใช้ภาพของภูเขาน้ำแข็งมาอธิบายบุคคลทำให้สามารถมองเห็นและเข้าใจจิตใจของคนได้ดีมากขึ้น เพราะสามารถเปลี่ยนสิ่งที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็นรูปธรรมได้อย่างดีเยี่ยม Iceberg ของ Satir มีความสำคัญในการทำจิตบำบัดตามแนวคิดของ Satir มาก เพราะสามารถทำให้เข้าใจจิตใจของผู้รับการบำบัดในระดับชั้นต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นอย่างไร แต่ละระดับชั้นนั้นจะส่งผลกระทบได้ถึงทุกระดับชั้นของ Iceberg เมื่อผู้บำบัดสามารถเข้าใจจิตใจของผู้รับการบำบัด ขั้นตอนนี้จึงทำให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีและเกิดการเชื่อมโยง ทำให้นักบำบัดเข้าถึงผู้รับการบำบัดได้จริง ๆ นอกจากนี้ดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นว่า Iceberg แต่ละระดับชั้นนั้นจะส่งผลถึงทุก ๆ ชั้น ดังนั้นนักบำบัดจึงสามารถใช้ Iceberg เป็นตัวสำรวจผลกระทบต่อจิตใจทุกระดับว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

เมื่อสามารถทราบถึงจุดที่เป็นปัญหานักบำบัดและผู้รับการบำบัดจึงสามารถร่วมกันตั้งเป้าหมายเฉพาะเพื่อการบำบัดขึ้นมาได้ เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจนผู้บำบัดก็สามารถใช้เทคนิคต่าง ๆ เพื่อช่วยนำทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ในที่สุด

การรู้เขา  รู้เรา  สำคัญในการรับมือ

กับDifficuit  patient-family

-การอ่านตัวออก  บอกตัวเป็น  ( Feeling )

-ฟังให้เป็น  (Deep  listening)

-สื่อสารให้เป็น  (Communication)

-ใช้ทักษะต่างๆในการให้การปรึกษาให้เป็น

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย-ญาติ

ผู้ดูแลเมื่อรับรู้ข่าวร้าย

  • ระยะที่ 1 Shock and denial เมื่อผู้ป่วยได้รับการแจ้งข่าวว่าตนเองกำลังจะตาย ผู้ป่วยมักมีปฏิกิริยา shock เป็นลำดับแรกๆ รวมทั้งปฏิเสธว่าสิ่งที่ได้รับรู้นั้น ไม่เป็นความจริง ไม่เชื่อ อาจคิดว่าแพทย์ได้ทำการตรวจหรือการรักษาผิดพลาด ผู้ป่วยบางรายอาจไม่สามารถข้ามผ่านปฏิกิริยาขั้นนี้ไปได้จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ในการดูแลผู้ป่วยเช่นนี้ แพทย์ผู้รักษาควรให้ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับตัวโรค การพยากรณ์โรค รวมทั้งแนวทางการดูแลผู้ป่วยต่อไป อย่างตรงไปตรงมาและเคารพ รวมทั้งการยอมรับการแสดงอารมณ์ของผู้ป่วย และยืนยันกับผู้ป่วยว่าจะไม่ถูกทอดทิ้ง
  • ระยะที่ 2 Anger ผู้ป่วยเริ่มเกิดความกระวนกระวาย หงุดหงิด และโกรธสิ่งต่างๆ คำถามที่มักได้ยินจากผู้ป่วยบ่อยๆได้แก่ “ทำไมต้องเป็นฉันด้วย” ผู้ป่วยจะมีความโกรธในทุกๆอย่าง เช่น ญาติใกล้ชิด สิ่งต่างๆรอบตัว อาจโกรธพระเจ้าหรือโชคชะตา รวมทั้งแพทย์ผู้รักษาและทีมผู้ดูแล ซึ่งทำให้เกิดความยากลำบากในการดูแลผู้ป่วย แพทย์ผู้รักษาควรต้องตระหนักว่า อารมณ์โกรธที่ผู้ป่วยแสดงออกมานั้น อาจบ่งบอกถึงความต้องการของผู้ป่วยที่จะควบคุมในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองควบคุมไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นแพทย์จึงไม่ควรนำอารมณ์โกรธดังกล่าว มาเป็นเรื่องส่วนบุคคล การตอบสนองจากแพทย์ด้วยความเข้าใจ เห็นใจ รวมทั้งไม่แสดงท่าทีแก้ตัว จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงอารมณ์ที่อยู่ภายในของตนเอง เช่น กลัว เศร้า เปล่าเปลี่ยว เป็นต้น
  • ระยะที่ 3 Bargain ผู้ป่วยพยายามต่อรองกับคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ เพื่อน หรือแม้แต่กับพระเจ้า เพื่อให้หายจากโรคที่เป็นอยู่ หรือเพื่อให้รอดพ้นจากความตายที่กำลังย่างกรายเข้ามา ผู้ป่วยอาจสัญญาว่าจะทำสิ่งที่ดีต่างๆ หากเกิดปาฏิหาริย์ดังกล่าวขึ้น ผู้ป่วยบางคนเชื่อว่าถ้าทำตัวดี เช่น ไม่ถามคำถามต่างๆกับแพทย์มากเกินควร ทำตัวเองให้ร่าเริง แพทย์จะให้การดูแลรักษาตนเองดีขึ้น ในการดูแลผู้ป่วยที่เกิดปฏิกิริยาดังกล่าว แพทย์ควรแจ้งต่อผู้ป่วยอย่างชัดเจนว่า ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาอย่างดีที่สุด และทำทุกอย่างเท่าที่แพทย์จะสามารถทำได้ ไม่ว่าผู้ป่วยจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้ควรสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้มีส่วนร่วมในแผนการดูแลรักษาด้วย
  • ระยะที่  4 Depression ในระยะนี้ ผู้ป่วยจะมีอาการซึมเศร้า แยกตัว การเคลื่อนไหวเชื่องช้า การนอนผิดปกติ รู้สึกหมดหวัง ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นมีความคิดทำร้ายตนเอง ซึ่งในผู้ป่วยระยะสุดท้ายเกือบทุกรายอาจรู้สึกเศร้าต่อความตายที่กำลังจะมาถึง  แต่ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าที่ผิดปกติ และมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง แพทย์ไม่ควรมองว่าเป็นภาวะปกติ และควรให้การรักษาที่เหมาะสม  ซึ่งจะได้กล่าวถึงภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยระยะสุดท้ายนี้ต่อไป
  •  ระยะที่ 5 Acceptance ในระยะนี้ ผู้ป่วยสามารถยอมรับได้ว่า ความตายนั้นเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้  และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ  ในผู้ป่วยที่มีความยึดมั่นในศาสนา จะนำความเชื่อในศาสนานั้นเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจในช่วงสุดท้ายของชีวิต

แนวทางการรับมือกับผู้ป่วย

-มั่นคง  แต่ไม่ยึดมั่น

-สร้างความสัมพันธ์เชิงเยียวยา

-รู้ข้อจำกัดของตนเอง

-ถ้าเกินความสามารถ  ควรปรึกษาผู้อื่นให้ช่วยเหลือ

-ถ้าไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ  ให้เงียบและตั้งใจฟังผู้ป่วยและครอบครัว

-ตระหนักรู้/ยอมรับกับความรู้สึกของตัวเอง  ไม่ผลักใส

-ทำความเข้าใจกับ  ความเจ็บป่วย(Illness)  โรค (Disease)

-รู้จักสร้างทางเลือกในการดูแลรักษา

-รู้จักวางแผนการรักษาระยะยาว

10463048_767372673307319_1477591086520372370_n

วัตถุประสงค์การบันทึก

เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการสื่อสารในทีมสุขภาพ

–  เพื่อแสดงให้เห็นถึงแบบแผนการตอบสนองและการเปลี่ยนแปลงภาวะสุขภาพ

–  เพื่อให้มีข้อมูลพื้นฐานสำหรับการประเมิน  การวิจัย  การพัฒนาคุณภาพ และควบคุม  ตรวจสอบคุณภาพ

–  เพื่อประโยชน์ในการวางแผนการรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

–  เพื่อใช้เป็นเอกสารทางกฎหมาย

–  การพัฒนาวิชาชีพ

–  เกิดความรู้ใหม

 

การบันทึกทางการพยาบาล

                                                                                                                                                                                            ข้อมูล

การจัดการตาม

นโยบาย                                                                                           นโยบายของ

รัฐ/องค์กร

การจัดการองค์กร

การบริหาร

การดูแลรักษา

ผู้ป่วย

การบริการ

และการพัฒนา

คุณภาพ

การดูแลรักษา

 

บันทึกทางการพยาบาล

                                                           บริหาร                                                                                                                        บริกา                       

                                       1. ใบมอบหมายงาน                                                                                           1. Admission  data  base

2. ใบ IR                                                                                                              2. กระบวนการพยาบาล

3.ใบ IPD                                                                                                            3. Discharge planning

4.ใบ QA:PCL และ Link  Chart                                                                     4. ใบ MAR

5.ใบค้นหาความเสี่ยง                                                                                         5.ใบ ADR

6. ใบเวร                                                                                                               6. ใบ HAD

7. แบบฟอร์ม 12 กิจกรรม                                                                                   7. ใบ Clinical Pathway

8. ใบ EQ ICE  HOST                                                                                           8. KADEX

9. ใบ S-bar

10.ใบ Clinical  quality  round

11. Nurse note

12. Flow  chart (ICU  CCU)

13. บันทึก pain management

 

ประเด็นความเสี่ยงทางการพยาบาล  จากการใช้องค์ความรู้

แห่งวิชาชีพ

  1. การใช้องค์รวม  ซึ่งการดูแลมนุษย์ทั้งด้านร่างกาย  จิตสังคม และจิตวิญญาณนั้นจะพบข้อมูลประจักษ์เพียงด้านร่างกาย  และเป็นการปฏิบัติตามแผนการรักษาเป็นส่วยใหญ่  แนวปฏิบัติที่เป็นอิสระ(independent  function)ของวิชาชีพพบน้อยมาก
  2. การใช้กระบานการพยาบาล  ยังพบปัญหาทุกองค์กรโดยส่วนใหญ่  การประเมินพบข้อมูลที่เป็นรายละเอียดด้านจิตสังคม และจิตวิญญาณ  การวินิจฉัยปัญหา  ไม่ครอบคลุมข้อมูล  และเขียนไม่ถูกต้องตามหลักการทางวิชาการทั่วไปหรือตามศาสตร์ของนักทฤษฏีที่นำมาใช้  การวางแผนการพยาบาล  ไม่เห็นในภาพรวม  เมื่อมีการยกเลิกการใช้คาร์เด็กซ์ทางการพยาบาล (Nursing  kardex)
  3. การปฏิบัติการพยาบาลส่วนใหญ่จะเขียนในบันทึกทางการพยาบาลมีลักษณะเป็นnursing  orders เช่น  พลิกตะแคงตัวทุก 2 ชม.  วัดสัญญาณชีพทุก4ชม.ให้สารละลายทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษาฯลฯการปฏิบัติการพยาบาล  ไม่ได้แสดงความรู้ทางวิชาชีพให้ประจักษ์  และไม่พบการพยาบาลด้านจิตสังคม  จิตวิญญาณ  และจะให้ความสำคัญด้านจิตวิญญาณกับผู้ป่วยประเภทที่อยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต
  4. การประเมินผล  ไม่มีความชัดเจนตามหลักวิชาการ  เพราะไม่มีการระบุเป้าหมาย(Goal)วัตถุประสงค์(sub-goal)เป็นการยากลำบากต่อการนำไปสู่การปรับแก้ไขให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Nurses  note

เกณฑ์ข้อที่1  มีการบันทึกอาการแรกรับของพยาบาลครบถ้วนตามแบบฟอร์มที่หน่วยบริการกำหนด  และสอดคล้องกับการบันทึกของแพทย์(อย่างน้อยต้องประกอบด้วย  อาการที่มา  ประวัติการเจ็บป่วยอดีตและปัจจุบัน,และการตรวจประเมินสภาพผู้ป่วย)

เกณฑ์ข้อที่2  มีการบันทึกการให้ยา,สารน้ำ,การให้เลือด,ฟอร์มปรอท  และการบันทึก intake/output (ถ้ามีคำสั่งการรักษา) ถูกต้องครบถ้วน ตามคำสั่งการรักษา

เกณฑ์ข้อที่3  มีการบันทึกทางการพยาบาลในส่วนของการวินิจฉัยทางการพยาบาลและข้อมูลสนับสนุนการวินิจฉัยทางการพยาบาล  ที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาของผู้ป่วย

เกณฑ์ข้อที่4  มีการบันทึกทางการพยาบาล  ในส่วนของการวางแผนการพยาบาลและกิจกรรมทางการพยาบาลที่สอดคล้องกับการวินิจฉัยทางการพยาบาล

เกณฑ์ข้อที่5  มีการบันทึกทางการพยาบาล  ในส่วนของการประเมินผลหลังการให้การพยาบาลที่สอดคล้องกับการวางแผนการพยาบาลและกิจกรรมทางการพยาบาล

เกณฑ์ข้อที่6  มีการบันทึกทางการพยาบาลอย่างต่อเนื่อง  ครบถ้วนตามวันที่ผู้ป่วยนอนรักษาในโรงพยาบาล

เกณฑ์ข้อที่7  มีการลงนาม และวันเดือนปี และเวลา ที่รับทราบคำสั่งรักษาของแพทย์

เกณฑ์ข้อที่8  มีการบันทึกทางการพยาบาลด้วยลายมือที่สามารถอ่านได้โดยง่าย  และลงลายมือชื่อผู้บันทึก

เกณฑ์ข้อที่9  การวางแผนการจำหน่าย(discharge  planning)อย่างน้อยการนัดตรวจครั้งต่อไป  / การปฏิบัติตัว/Home  health  care

 

หมายเหตุ  บันทึกที่เขียนโดยนักศึกษาพยาบาลไม่สามารถใช้ในการประเมิน  ยกเว้นมีลายมือชื่อของพยาบาลเจ้าของเวรลงลายมือชื่อกำกับ

 

ลักษณะของการบันทึกทางการพยาบาลที่ควรเป็น

  1. ถูกต้องตรงกับความเป็นจริง  ไม่สอดแทรก  ไม่แสดงความคิดเห็น
  2. เป็นปัจจุบันตามระยะเวลาที่เกิดขึ้นจริง
  3. ครบสมบูรณ์  ตามเกณฑ์มาตรฐาน
  4. เป็นระบบเดียวกันโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  Nurse  note
  5. ต่อเนื่องทุกเวร/เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง

http://www.hpc11.go.th/cloud/index.php/apps/files?dir=/meetings

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

สามารถใช้คำสั่ง HTML เหล่านี้ได้: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

'