งานผู้ป่วยใน
risk

การบริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ

 บริหารความเสี่ยงอย่างมืออาชีพ Manage the Risk as Professional     ที่มา...นพ.สตางค์  ศุภผล   Satir - ภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg)             Satir อุปมาอุปไมยว่าคนเรานั้นก็เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็ง เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคน ๆ หนึ่ง จะเป็นจริงตามที่คน ๆ นั้นรับรู้ ทั้งนี้เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสิ่งที่เขารับรู้อาจเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้ ดังนั้น Iceberg ของ Satir จึงเป็นหนทางที่จะทำให้บุคคลสามารถเข้าใจพฤติกรรมและความรู้สึกของตนเองได้ดีขึ้น   Iceberg ของ Satir สามารถแบ่งตามลำดับชั้นได้ดังนี้ 1. พฤติกรรม (Behavior) คือ การกระทำที่บุคคลแสดงออก โดยมีการปรับตัว (Coping Stances) เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมที่แสดงออกมา 2.ความรู้สึก (Feeling) คือ ความรู้สึกของบุคคลที่เกิดขึ้นต่อเหตุการณ์ เช่น สนุก มีความสุข เศร้า กลัว ความรู้สึกที่ผู้บำบัดให้ความสนใจมักเป็นความรู้สึกที่รุนแรง เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ความรู้สึกที่พบได้บ่อยครั้งที่สุดก็คือ ความเจ็บปวด ความหวาดกลัว และ ความโกรธ 3. ความรู้สึกต่อความรู้สึก (Feeling and Feeling about Feelings) คือ ความรู้สึกที่เขา “มีต่อ” ความรู้สึกที่เกิดขึ้น เช่น รู้สึกผิดที่โกรธ 4. การรับรู้ (Perception) คือ สิ่งที่บุคคลรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วนำไปแปรเป็นความคิดและความเชื่อ รวมไปถึงข้อสันนิษฐาน สิ่งที่เขารับรู้ว่าเป็นความจริงสำหรับเขา และ คุณค่าที่เขาประเมินต่อสิ่งที่เกิดขึ้น มนุษย์แต่ละคนมีการรับรู้ในแต่ละสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความรู้พื้นฐานและมุมมองของคน ๆ นั้น เหตุการณ์เดียวกัน คนสองคนอาจรับรู้ต่างกันก็ได้ เช่น ผู้หญิงสองคนถูกแฟนทิ้ง คนหนึ่งมองว่าตนเองไม่มีค่าแฟนเลยทิ้งไปทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวด อีกคนหนึ่งมองว่าผู้ชายรสนิยมแย่ มองไม่เห็นค่าของตนที่มีเลยทิ้งไป ทำให้เกิดความรู้สึกไม่ใส่ใจ 5. ความคาดหวัง (Expectations) คือ ความต้องการที่ตนมีทั้งต่อตนเองและต่อผู้อื่น รวมไปถึงความคาดหวังของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง ความคาดหวังนี้เป็นสิ่งที่พัฒนามาจากความปรารถนา (yearning) ที่ตนได้รับมาแบบไม่สมบูรณ์แบบในวัยเด็ก หากมนุษย์ได้รับสิ่งที่ตนคาดหวังเอาไว้ก็จะมีความสุข แต่หากสิ่งที่ตนได้รับไม่เป็นไปตามสิ่งที่ตนคาดหวังก็จะก่อให้เกิดความทุกข์ขึ้นมาได้ 6.…
Read More

อาหารเพื่อสุขภาพ

กล้วย (banana) กล้วยอุดมไปด้วยน้ำตาลธรรมชาติ 3 ชนิด คือ ซูโครส ฟรุกโตส และกลูโคส น้ำตาลเหล่านี้จะหมุนเวียนในกระแสเลือด ช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว นักกีฬาจึงมักจะกินกล้วยเป็นอาหารเพื่อเพิ่มพลังก่อนหรือระหว่างการแข่งขัน เพราะการกินกล้วยเพียงแค่ 2 ลูก สามารถเพิ่มพลังงานได้นานถึง 90 นาที ต่อการการออกกำลังกายอย่างเต็มที กล้วยยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ ที่สำคัญและจำเป็นต่อร่างกาย เช่น ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินเอ วิตามินบี6 วิตามินบี12 วิตามินซี และกากใยอาหาร ช่วยป้องกันโรคต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเราได้   ประโยชน์ของกล้วย ช่วยลดกลิ่นปาก ควรทานหลังตื่นนอนตอนเช้า กล้วยเป็นอาหารบำรุงสมอง ทำให้ตื่นตัวในการทำงานหรือมีสมาธิในการเรียนมากขึ้น มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการชะลอควาวมแก่ ลดอาการหงุดหงิดยามเช้า โดยเฉพาะผู้หญิงในช่วงประจำเดือนมา ลดอาการเมาค้าง เพราะน้ำตาลในกล้วยจะช่วยชดเชยน้ำตาลที่ร่างกายขาดไปจากการดื่มแอลกอฮอล์ ช่วยลดความอ้วน แต่ต้องทานกล้วยที่สุกพอดี ไม่สุกมากเกินไป สารอาหารในกล้วยเกือบเทียบเท่าน้ำนมแม่ ลดความเครียด และช่วยให้นอนหลับสบาย กล้วยช่วยป้องกันและรักษาโรคอะไรได้บ้าง อาการท้องผูก เพราะกล้วยมีเส้นใยและกากอาหารซึ่งจะช่วยให้ขับถ่ายได้อย่างปกติ โรคโลหิตจาง และภาวะขาดกำลัง เพราะในกล้วยมีธาตุเหล็กสูง โรคกระเพาะ ลำไส้เป็นแผล ลดอาการเสียดท้องและลดกรดในกระเพาะ เพราะเนื้อของกล้วยมีความอ่อนนิ่ม ทำให้ลดการระคายเคืองและช่วยเคลือบกระเพาะอาหารและผนังลำไส้ได้ โรคความดันโลหิตสูงหรือเส้นเลือดฝอยแตก โรคซึมเศร้า ภาวะเครียด ช่วยในการผลิตสารแห่งความสุข ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอารมณ์ได้ดี ช่วยลดอาการเกิดตระคริวบริเวณมือ เท้า และน่อง ช่วยลดอาการแพ้ท้อง การเลือกซื้อกล้วย เลือกซื้อกล้วยที่กลม ไม่มีเหลืยม ขนาดเล็กหรือใหญ่ไม่สำคัญเพราะกล้วยที่มีเหลี่ยมคือกล้วยอ่อน ลูกกลมคือกล้วยที่แก่เต็มที่พร้อมตัด นับจำนวนกล้วยใน 1 หวี ไม่มากหรือน้อยกว่า 14-16 ลูก เพราะเป็นกล้วยกลางเครือจะมีวิตามินมากที่สุด เลือกสีออกค่อนข้างเขียว เพราะสามารถเก็บรักษาได้หลายวัน และควรทานเมื่อมีสีเหลืองแต่ยังมีสีเขียวบ้างนิดหน่อย เพราะการทานกล้วยที่สุกเกินไปอาจทำให้อ้วนได้ เพราะไฟเบอร์ในกล้วยจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อกล้วยสุกเต็มที Tips ทานกล้วยก่อนออกกำลังกาย จะช่วยเพิ่มพลังในการออกกำลังกาย ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขกับการออกกำลังกาย กล้วยเมื่อถูกความร้อนหรือผ่านการปรุงสุก เช่น กล้วยบวชชี กล้วยปิ้ง ร่างกายจะสามารถดูดซึมแคลเซียมมากขึ้นถึง 4 เท่า ดีมากสำหรับเด็ก ผู้สูงอายุและหญิงวัยทอง http://www.medicthai.com
Read More
pregnancysquare_first_pregnancy24112012

ท่าอุ้มขณะให้นมบุตร

ท่าอุ้มขณะให้นมบุตร ขณะให้นมบุตร คุณจะต้องหาตำาแหน่งหรือท่าที่สะดวกสบายที่สุดสำาหรับทั้งคุณและลูก ผู้เชี่ยวชาญบางท่านแนะนำา ให้มารดาเปลี่ยนท่าขณะให้นมบุตร วิธีการนี้ลูกของคุณจะไม่ดูดและกดที่จุดเดียวทุกครั้ง ลองใช้ท่าต่อไปนี้และดูว่าท่าใด เหมาะกับคุณที่สุด ท่าอุ้มแบบศีรษะของลูกอยู่บนข้อพับแขน … นั่งบนเก้าอี้ที่นั่งสบายมีที่พักแขน และหมอนหนุนหลัง — อย่าโน้มตัวมาทับลูก ใช้หมอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว หรือผ้านุ่ม อื่นๆ พันเป็นม้วนรองแขนของคุณและอุ้มลูกให้สูงถึงระดับเต้านม มารดาบางคนอาจใช้เก้าอี้รองขาเพื่อให้อยู่ในระดับ เดียวกับตะโพก … ประคองตัวให้ลูกหันหน้าเข้าหาคุณและให้ลูกแนบชิดกับท้องของแม่ โดยให้ท้องของลูกแนบกับท้องของแม่ หันหน้า ลูกเข้าหาคุณ และเข่าชิด … วางศีรษะของลูกบนข้อศอกโดยให้ปากของลูกอยู่ที่ด้านหน้าของหัวนม และให้แขนล่างของลูกน้อยกอดเอวของแม่ไว้ … อุ้มลูกขึ้นให้ถึงระดับเต้านมเมื่อลูกอ้าปาก ให้ลูกงับเต้านมโดยให้จมูก แก้ม และคางทุกส่วนสัมผัสกับเต้านมของคุณ ท่าอุ้มแบบท่าเฉียงแนบลำาตัว ท่าอุ้มนี้ดีสำาหรับแม่ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการอุ้มลูกและลูกตัวเล็กหรือคลอดก่อนกำาหนด คุณจะมองเห็นการดูดนมของลูก ได้ถนัดกว่าท่าอุ้มแบบศีรษะอยู่บนข้อพับแขน สำาหรับท่านี้ นั่งในท่าที่สบายมีหมอนหนุนหลัง พิงไปข้างหลังเล็กน้อยเพื่อไม่ให้คุณโน้มตัวทับลูกของคุณ … อุ้มลูกให้แนบชิดลำาตัวของคุณ โดยอุ้มลูกให้อยู่ในแขนด้านตรงข้ามกับเต้านมที่จะให้ลูกดูดนม ใช้มือด้านเดียวกัน ประคองคอ และศีรษะของลูกโดยให้ลำาตัวของลูกวางอยู่บนแขนของคุณ … รองรับเต้านมด้วยมืออีกข้างหนึ่งด้านเดียวกับเต้านมที่ให้นม … ให้ปากลูกอยู่ที่ระดับหัวนมของคุณ และลำ าตัวของลูกน้อยอยู่ด้านข้างและหันหน้าเข้าหาคุณ … อุ้มลูกขึ้นให้ถึงระดับเต้านมเมื่อลูกน้อยอ้าปาก ให้ลูกงับเต้านมโดยให้จมูก แก้ม และคางทุกส่วนสัมผัสกับเต้านมของคุณ
Read More

การดูแลผู้ป่วยนอนติดเตียง

การดูแลผู้ป่วยในเตียง “ผู้ป่วยในเตียง” หมายถึง บุคคลที่มีความเจ็บป่วยและต้องนอนอยู่ในเตียงหรือบนที่นอนตลอดเวลา อาจเป็นระยะหนึ่งหรือตลอดไป เช่น ผู้ป่วยอัมพาตที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ผู้ป่วยชราที่มีความอ่อนเพลียมาก ผู้ป่วยเข้าเฝือกตัว เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ป่วยประเภทนี้จำนวนไม่น้อยที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอยู่ในบ้าน เนื่องจากสถานบริการมีไม่เพียงพอนั่นเอง การจัดห้องนอนหรือที่นอนภายในบ้านสำหรับผู้ป่วย (ทุกประเภท) ควรโปร่งมีอากาศถ่ายเทดี ไม่รกรุงรัง และถ้าเป็นไปได้ควรเป็นห้องหรือมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน ห่างไกลจากสิ่งรบกวน เช่น แสง เสียง กลิ่น ที่สำคัญที่สุด ถึงแม้ว่าห้องหรือบริเวณจะคับแคบ ควรต้องมีความสะอาด ปราศจากสิ่งรบกวน และสัตว์ที่ก่อความรำคาญ เช่น มด แมลงสาบ แมลงวัน ฯลฯ สำหรับที่นอนนั้นจะนอนบนเตียงหรือบนพื้น ก็แล้วแต่ความเป็นไปได้ของแต่ละครอบครัว แต่ถ้าสามารถจัดหาเตียงได้ จะมีผลดีต่อผู้ป่วย คือ ไม่ถูกรบกวนจากเสียงฝีเท้าคนเดินหรือสัตว์ และยังสามารถมองผ่านหน้าต่างออกไปภายนอก นอกจากนี้ผู้ดูแลยังได้รับความสะดวกในการพยาบาล ไม่เมื่อยล้า ผู้ป่วยที่ต้องอยู่บนเตียงหรือนอนตลอดเวลา การดูแลที่สำคัญ ได้แก่ การอาบน้ำ การสระผมการทำความสะอาดที่นอน และการป้องกันแผลกดทับ (จะขอกล่าวเป็นตอนๆ ไป) รวมทั้งผู้ป่วยบางรายอาจต้องมีการสวนอุจจาระในบางครั้ง ซึ่งการดูแลทั้งหมดนี้ต้องกระทำบนเตียงหรือบนที่นอนทั้งนั้น เกี่ยวกับอาหาร ผู้ป่วยที่ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา มักจะไม่ค่อยอยากอาหาร เนื่องจากต้องนอนอยู่เฉยๆ ทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวน้อย อาหารย่อยช้า และยังมีความวิตกกังวลคิดมากในเรื่องความเจ็บป่วย ฯลฯ สำหรับอาหารที่จัดให้ผู้ป่วยอาจเป็น อาหารธรรมดา อาหารอ่อน อาหารเหลว และอาหารเฉพาะโรค ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะการเจ็บป่วยของแต่ละบุคคล การป้อนอาหาร ผู้ดูแลควรป้อนอย่างนุ่นนวล พูดคุย บางครั้งอาจต้องปลอบโยนให้กำลังใจ และมีการจัดอาหารให้น่ารับประทาน ให้มีลักษณะเหมือนหรือใกล้เคียงกับภาวะธรรมดา หลักในการป้อนอาหารผู้ป่วยที่อยู่ในเตียงตลอดเวลา คือ 1. ควรทำความสะอาดร่างกายของผู้ป่วยก่อน เช่น การอาบน้ำหรือเช็ดตัว โดยเฉพาะควรล้างหรือบ้วนปากก่อนทุกครั้ง 2. ยกศีรษะให้สูง (ในรายที่นอนเตียงมีที่ไขเตียง ให้ไขหัวเตียงให้สูง) เพื่อให้ผู้ป่วยกลืนอาหารได้สะดวก และป้องกันไม่ให้สำลักอาหาร 3. วางผ้ากันเปื้อนหรือกระดาษเช็ดหน้าบนหน้าอก เพราะบางครั้งอาจมีอาหารหกเปื้อน 4. ป้อนอาหารให้ครั้งละน้อยๆ พอดีคำ ไม่คลุกอาหารหลายๆ อย่าง เข้าด้วยกัน จะทำให้ไม่น่ารับประทาน 5. เว้นระยะการป้อน ให้ผู้ป่วยได้เคี้ยวอย่างสบาย ระหว่างคำอาจมีการพูดคุยบ้างในเรื่องที่เพลิดเพลิน หรือกระตุ้นให้มีความอยากอาหาร 6. เมื่ออิ่มแล้วให้รับประทานน้ำทุกครั้ง 7. ทำความสะอาดปากฟัน ตามวิธีที่เหมาะสม เช่น การบ้วนปาก การเช็ดปาก การแปรงฟัน เป็นต้น 8.…
Read More
'