Welcome, บุคคลทั่วไป!!
follow us on... Facebook youtube rss

ผู้เขียน หัวข้อ: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  (อ่าน 816 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ 524

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 60
    • ดูรายละเอียด
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 08:07:00 pm »
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก 
         ในปัจจุบันอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกทั่วโลก ร้อยละ 80 พบในประเทศที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศไทยมะเร็ง
ปากมดลูกเป็นมะเร็งที่มีอุบัติการสูงเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งในสตรีไทย(20 ต่อแสนคน) พบผู้ป่วยใหม่ปีละประมาณ 7000 ราย และร้อยละ 93.5 พบในสตรีที่มีอายุมากกว่า 35 ปี เป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญของประเทศไทย
         มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่สามารถตรวจและสืบค้นได้ตั้งแต่เซลล์เริ่มผิดปกติ และการดำเนินโรคจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาค่อนข้างนาน คือการดำเนินโรคตั้งแต่เริ่มมีความผิดปกติในระยะก่อนเป็นมะเร็ง จนถึงเป็นมะเร็ง ใช้เวลานานเกือบ 10 ปี ซึ่งถ้าสามารถรักษาโรคในระยะเริ่มแรกได้ จะลดอุบัติการณ์ของมะเร็งปากมดลูกลงได้

 
  แหล่งข้อมูล: "แนวทางปฏิบัติการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและการรักษาผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของปากมดลูก",สำนักพัฒนาวิชาการแพทย์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข,พิมพ์ครั้งที่1 2547
 

ออฟไลน์ 574

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 58
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 08:09:30 pm »
การป้องกันและควบคุมโรคมะเร็งปากมดลูก

      1.ระดับปฐมภูมิ แนะนำการใช้ถุงยางอนามัย ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และป้องกันการรับเชื้อ Human Papilloma virus
      2. ระดับทุติยภูมิ การตรวจคัดกรอง (Pap smear) เพื่อหามะเร็งในระยะเริ่มแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็ง อย่างน้อยทุก 5 ปี (ถ้าเป็นไปได้ สตรีที่มีเพศสัมพันธ์แล้วทุกคน ควรตรวจทุก 1-2 ปี หากผลปกติ 2-3 ครั้งก็สามารถเว้นระยะห่างออกไปได้)  และการให้การดูแลผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของปากมดลูก ที่ถูกต้อง       
ผู้หญิงทุกคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป และผู้ที่มีเพศสัมพันธ์แล้วควรต้องได้รับการตรวจคัดกรอง
      **สตรีที่มีอาการผิดปกติ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ เลือดออกผิดปกติก่อนวัยหมดประจำเดือนและหลังวัยหมดประจำเดือน ควรรีบไปพบแพทย์
      **สตรีที่มีตกขาวผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น ตกขาวปนเลือด ควรรีบไปพบแพทย์


ออฟไลน์ 507

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 93
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: ธันวาคม 21, 2012, 08:16:00 pm »
 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูก

       มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย(น้อยกว่า 20 ปี)
       มีคู่นอนหลายคน
       มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
       การสูบบุหรี่
       โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น โรคเอดส์ หรือรับประทานยากดภูมิต้านทาน
       การติดเชื้อไวรัส Human papilloma virus-HPV


ออฟไลน์ 515

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 542
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2012, 11:33:38 am »
ข้อเสนอแนะตัวอย่างงานวิจัย วีไอเอค่ะ   เป็นการศึกษาเชิงปฏิบัติการมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็ง ศึกษาผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็งด้วยวิธี VIA และผลการรักษามะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็งด้วยวิธีจี้เย็น ของสตรีที่มารับบริการที่คลินิกวางแผนครอบครัว   ในระหว่างปี2549 -  2550 จำนวน 1,027 คน ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็งวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Odds Ratio 95% Confidence Interval for OR และ Chi-square ส่วนผลการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็งด้วยวิธี VIA และผลการรักษามะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็งด้วยวิธีจี้เย็น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ได้แก่ ประวัติในครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูกเสี่ยงเป็น 20.08 เท่า (OR = 20.08,95% CI =12.30-33.01) การเคยเป็นกามโรคเสี่ยงเป็น17.5 เท่า (OR = 17.50, 95% CI =8.91-34.17) ประวัติสามีเคยเป็นกามโรคเสี่ยงเป็น 8.5 เท่า(OR = 8.50,95% CI =4.91-14.88) การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกเมื่ออายุน้อยกว่า 20 ปีเสี่ยงเป็น 12.2 เท่า (OR = 12.20,95% CI =6.90-21.60) การคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมนเสี่ยงเป็น 5.31 เท่า (OR=5.31,95%3.35-8.41) การสูบบุหรี่เสี่ยงเป็น 2.5 เท่า (OR = 2.50,95% CI =1.17-5.33) ของผู้ที่ไม่มีปัจจัย และกลุ่มตัวอย่างที่ผลการทดสอบเป็นบวกคือมีความผิดปกติของเนื้อเยื่อปากมดลูกในระยะก่อนเป็นมะเร็ง 94 ราย ร้อยละ 9.2 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 57.4
ผู้ที่มีผลการทดสอบเป็นบวกดังกล่าวอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถรักษาด้วยวิธีจี้เย็นได้ทั้งหมด หลังจากตรวจติดตามผลการรักษาครั้งที่1(3เดือน) พบว่าผู้รับบริการมาตรวจตามนัด จำนวน 77 ราย คิดเป็นร้อยละ81.9 ไม่พบความผิดปกติของปากมดลูก ผู้รับบริการมาตรวจตามนัดครั้งที่ 2 (1 ปี X 53 ราย (ร้อยละ56.4) มีผลทดสอบ VIA เป็นลบทุกราย คิดเป็นร้อยละ 100 ของผู้ที่มาตรวจตามนัด

ออฟไลน์ 594

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 78
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 04:27:04 pm »
มะเร็งปากมดลูกป้องกันได้ถ้าตรวจพลและรักษาแต่เนิ่นๆ มะเร็งปากมดลูกทีพบมากในผู้หญิงไทย ประมาณ 20คนใน100,000คนและผู้หญิงไทยตายด้วยมะเร็งปากมดลูกมากที่สุด สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดมะเร็งปากมดลูกคือไวรัสที่มีชื่อว่า ฮิวแมน แปบปิลโลมา หรือ เอช พี วี ชนิดที่ก่อให้เกิดมะเร็งปากมดลูกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ถ้าติดเชื้อไวรัส เอชพ พี วี นี้เซชช์ปากมดลูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงผิดปกติได้ การป้องกันโดยการตรวจพบแต่เนิ่นๆเท่านั้น ผู้หญิงทุกคนจึงต้องมาตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นระยะๆ 1.วิธีแปปสเมียร์ เป็นวิธีตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกให้กับผู้หญิงทุกกลุ่มอายุรู้ผลภายใน2-4สัปดาห์ 2.วิธี วีไอเอ เป็นวิธีใช้น้ำส้มสายชูชนิดเจือจางป้ายที่บริเวณปากมดลูก ทิ้งไว้1 นาที ผู้ตรวจสามารถแจ้งผลการตรวจให้ผู้มาตรวจทราบทันที ว่าปากมดลูกปกติหรือผิดปกติ ถ้าปากมดลูกผิดปกติ จะได้รับการรักษาด้วยการจี้เย็นทันที โดยไม่ต้องใช้ยาชา และไม่ต้องนอนโรงพยาบาล

ออฟไลน์ 529

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 93
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: มกราคม 07, 2013, 12:06:37 pm »
ในการลดอุบัติการณ์และอัตราตายจากมะเร็งปากมดลูกของสตรีนั้นต้องมีการคัดกรองให้ครอบคลุมประชากรกลุ่มอายุ 30-65 ปีให้มากที่สุด โดยต้องทำซ้ำทุก 5 ปี หรือถ้าเป็นไปได้ควรทำซ้ำทุก 3 ปี ประเทศที่มีการคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้ครอบคลุม 100 % คือประเทศทางยุโรปเหนือ เช่น ฟินแลนด์ ไอซแลนด์ และสวีเดน ซึ่งทำให้อุบัติการณ์ลดลง 70-80 %

การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเริ่มโดยวิธี Pap smears ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2495 และได้ดำเนินการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน แต่มะเร็งปากมดลูกก็ยังเป็นปัญหาสำคัญในกลุ่มสตรีไทย

ประเทศไทยได้มีแผนการป้องกันและควบคุมมะเร็งแห่งชาติมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 ซึ่งมีเป้าหมายจะลดอัตราตายจากมะเร็งปากมดลูกลง 50 % ภายในระยะเวลาทุก ๆ 5 ปี จากรายงานวิจัยต่าง ๆ พบว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว จะต้องทำการคัดกรองสตรีอายุ 35-54 ปี ให้ครอบคลุม 50 % ในระยะเวลา 5 ปี จากจำนวนประชากรสตรีในประเทศไทย จะต้องทำการคัดกรองรายใหม่ปีละ 1 ล้านคนในระยะเวลาทุก ๆ 5 ปี

(ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยมหิดล ,ประชากรและการพัฒนา,ปีที่ 28 ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2551 เดือน มิถุนายน - กรกฎาคม 2551 )

ออฟไลน์ 515

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 542
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: มกราคม 07, 2013, 02:53:09 pm »
กระทรวงสาธารณสุข (2550) ได้ศึกษาประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าของมาตรการป้องกันและควบคุมมะเร็งปากมดลูกในประเทศไทย พบว่า การคัดกรองมะเร็งปากมดลูกทุก 5 ปี โดยเริ่มเมื่ออายุ 35 ปี (ตามแนวมาตรฐานปัจจุบัน) เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับไม่มีการคัดกรองโรค แต่เมื่อวิเคราะห์ทางเลือกอื่นๆ แล้วพบว่าทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การคัดกรองด้วยวิธีVIA ทุก10 ปี สำหรับสตรีอายุ 30 - 40 ปี ร่วมกับการคัดกรองด้วยวิธีPap smear ทุก 10 ปี สำหรับสตรีอายุระหว่าง 50-60 ปี จะใช้งบประมาณที่น้อยกว่าการคัดกรองที่เป็นมาตรฐานปัจจุบัน

ปัจจุบันโครงการนี้กำลังขยายการดำเนินการไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในประเทศไทย ในปัจจุบันมีสตรีไทยอายุระหว่าง 30-45 ปี ได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกระยะก่อนเป็นมะเร็ง ด้วยวิธี VIA ประมาณ 300,000 คน และในจำนวนเหล่านี้ ได้รับการรักษาด้วยวิธีจี้เย็นประมาณ 5-8% โดยพยาบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรมจำนวน 569 คน และมีการส่งต่อเมื่อเกินขอบเขตความสามารถ

ออฟไลน์ 529

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 93
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: มกราคม 09, 2013, 03:14:56 pm »
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก  เพื่อลดอุบัติการณ์ของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูก   การตรวจเซลล์วิทยาของปากมดลูกหรือการทำ Pap smear มีจุดประสงค์หลักเพื่อตรวจหาเซลล์ผิดปกติบนปากมดลูกเพื่อที่จะทำการสืบค้นหารอยโรคก่อนมะเร็งและทำการรักษาไม่ให้รอยโรคคืบหน้าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม   สิ่งสำคัญที่ต้องทราบเบื้องต้นก็คือการทำ Pap smear เป็นเพียงการตรวจคัดโรคเท่านั้น ไม่ได้บ่งบอกว่าผู้ป่วยจะต้องมีรอยโรคตรงตามที่ผล Pap smear ระบุไว้เสมอไป  รอยโรคที่ปากมดลูกอาจจะรุนแรงมากกว่าหรือน้อยกว่าความรุนแรงของ Pap smear ก็ได้ โดยทั่วไปความเสี่ยงต่อการมีรอยโรคซ่อนเร้น(underlying lesion)ที่รุนแรงมากกว่าCIN2ขึ้นกับความรุนแรงของความผิดปกติทางเซลล์วิทยา  การป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยการตรวจคัดกรองให้ครบวงจรจะต้องมีการดูแลรักษาเมื่อตรวจพบผล Pap smear และรอยโรคที่ผิดปกติด้วย

ออฟไลน์ 516

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 59
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: มกราคม 11, 2013, 07:29:15 am »
ใครคือผู้สมควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก? และต้องตรวจบ่อยแค่ไหน?
    สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา แนะนำการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกดังนี้ คือ ให้เริ่มตรวจคัดกรองในผู้หญิงปกติทุกคน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 21 ปีขึ้นไป หรือที่ 3 ปีหลังมีเพศ สัมพันธ์ครั้งแรก ทั้งนี้ขึ้นกับว่าอะไรถึงก่อน หลังจากนั้นตรวจคัดกรองทุก 1-2 ปีขึ้นกับแพทย์แนะนำจนถึงอายุ 29 ปี
ตั้งแต่ อายุ 30 ปีขึ้นไป เมื่อผลตรวจคัดกรองปกติทุกครั้ง 3 ครั้ง/3 ปีติดต่อกัน อาจลดการตรวจลงเหลือเพียงตรวจทุก 2-3 ปี หรือ อาจตรวจทุกปีคงเดิม ขึ้นกับความประสงค์ของตนเอง ตรวจสม่ำเสมอ ไปจนถึงอายุ 70 ปี หลังจากนั้นอาจยกเลิกการตรวจ ถ้า 10 ปีที่ผ่านมา ผลตรวจปกติทุกครั้ง หรือ จะยังคงเลือกตรวจต่อเนื่อง ทั้งนี้ขึ้นกับความประสงค์ของตนเอง
ผู้หญิงที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูก ควรตรวจคัดกรองอย่างน้อยทุกเดือน และ/หรือ ตามคำแนะนำของแพทย์ และตรวจต่อเนื่องตลอดชีวิต
ผู้หญิงที่ผ่าตัดปากมดลูก/มดลูกแล้ว ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ยกเว้น เมื่อผ่าตัดจากโรคของปากมดลูก เช่น จากปากมดลูกอักเสบเรื้อรัง โดยความบ่อยของการตรวจขึ้นกับคำแนะนำของแพทย์
อนึ่ง ผู้หญิงที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกแล้ว ก็ยังคงต้องตรวจคัดกรองโรคมะเร็งปากมดลูกด้วยตารางการตรวจเช่นเดียวกับที่ได้กล่าวแล้ว ทั้งนี้เพราะ วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกให้ผลป้องกันโรคได้เพียงประมาณ 70% เท่านั้น

ออฟไลน์ 529

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 93
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 02:49:06 pm »
มะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่ป้องกันและรักษาให้หายได้ แต่ โรคมะเร็งปากมดลูกเป็นอันดับหนึ่งของมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้หญิง โดยมีอัตรา การเสียชีวิตของมะเร็งปากมดลูก เฉลี่ยสูงถึง 7 คนต่อวัน และพบผู้ป่วย มะเร็งปากมดลูก รายใหม่สูงถึง 6,000 คนต่อปี โดยในจำนวนของผู้ป่วย กว่าครึ่งต้องเสียชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักอายและกลัวที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อ มะเร็ง ทำให้กว่าจะรู้ว่าป่วยด้วย โรคมะเร็งปากมดลูกนี้ ความรุนแรงของโรคก็อยู่ในระยะลุกลามได้ง่าย
 
 โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of Cervix) เกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากการสัมผัส ส่วนใหญ่เป็นการสัมผัสทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุ และเชื้อไวรัสจะเข้าไปที่ปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือเซลล์ จากปากมดลูกปกติกลายเป็นระยะก่อนเป็น มะเร็งปากมดลูก
 
  ไวรัสเอชพีวี มีทั้งหมดกว่า 100 ชนิด แต่ที่ทำให้ติดเชื้ออวัยวะสืบพันธุ์มีประมาณ 30-40 ชนิด แบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มเสี่ยงต่ำและกลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง แต่ทำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือหูดที่กล่องเสียง ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงก่อมะเร็งต่างๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด
 
 สำหรับความเสี่ยงในการติดเชื้อ HPV ดำเนินได้โดยง่าย เชื้อชนิดนี้เป็นเชื้อที่ทนทานต่อความร้อน และความแห้งได้ดี สามารถเกาะติดตามผิวหนัง อวัยวะเพศ เสื้อผ้า หรือแม้แต่กระจายอยู่รอบตัวในรูปของละอองฝุ่น ซึ่งผู้หญิงทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ย่อมเสี่ยงต่อการติดเชื้อ HPV อย่าง ไรก็ตาม การติดเชื้อมักหายได้เอง ด้วยภูมิต้านทานของร่างกาย มีเพียง 10% เท่านั้น ที่การติดเชื้อ ยังดำเนินต่อไป สร้างความผิดปกติให้กับเยื่อบุปากมดลูก และทำให้กลายเป็นมะเร็งในเวลาต่อมา ซึ่งเมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจนกระทั่งก่อให้เกิด มะเร็งปากมดลูก ได้นั้น ใช้เวลานานประมาณ 10-15 ปี

ออฟไลน์ 515

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 542
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 01, 2013, 04:01:28 pm »

แนวทางใหม่นี้ได้ออกตีพิมพ์ในวารสาร Obstetrics & Gynecology เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยทดแทนและเปลี่ยนแปลงแนวทางเดิมที่เคยใช้มาตั้งแต่ปี 1995 รองประธานสมาคม นายแพทย์ Stanley Zinberg ให้ความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงแนวทางการตรวจนี้ ไม่เพียงแต่เกิดจาก การพัฒนาเทคโนโลยีที่ดีขึ้น แต่ในช่วงที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ยังเข้าใจถึงการก่อเกิดมะเร็งปากมดลูกอย่างดีขึ้นมากอีกด้วย โดย แนวทางใหม่นี้จะเป็นรูปแบบฐานข้อมูลสนับสนุน หรือ Evidence-based โดยมีเนื้อหาที่สำคัญคือ
การตรวจคัดกรองครั้งแรก

จะเริ่มทำเมื่อหลังจากมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกประมาณ 3 ปี หรือเมื่อถึง อายุ 21 ปี แล้วแต่ว่าถึงเวลาใดก่อน ซึ่งเดิมกำหนดว่า ให้เริ่มทำเมื่อมีเพศสัมพันธ์หรือเมื่ออายุ
18 ปี

กลุ่มอายุน้อยกว่า 30 ปี 

ควรทำการตรวจคัดกรองทุกปี เพราะมีหลักฐานพบว่า กลุ่มหญิงอายุน้อยกว่า 30 ปี มีโอกาสเสี่ยงมาก กว่ากลุ่มอื่นที่มีอายุมากกว่า ในการติดเชื้อ human papillomavirus (HPV ) ชนิดที่ก่อมะเร็ง

กลุ่มอายุมากกว่า 30 ปี

มีสองทางเลือก โดยอาจจะไม่จำเป็นต้องรับการตรวจคัดกรองทุกปี

1.การตรวจทางเซลล์วิทยา( Pap smear )เพียงอย่างเดียว ถ้าได้รับการตรวจปีละครั้ง แล้วเป็นปกติ ( Negative ) ติดต่อกัน 3 ปี หลังจากนั้นสามารถรับการตรวจคัดกรองทุกๆ 2-3 ปีได้
2.การใช้การตรวจตรวจทางเซลล์วิทยาร่วมกับการตรวจหาไวรัส HPV ชนิดก่อมะเร็ง
ถ้าผลการตรวจคัดกรองปกติ( Negative ) ทั้งสองอย่าง ให้ตรวจได้ห่างขึ้นทุกๆ 3 ปี แต่ถ้าผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จำเป็นต้องรับการตรวจบ่อยขึ้น

ข้อยกเว้นของกลุ่มนี้คือ

กลุ่มที่มีโอกาสเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มผู้ป่วย ที่มีเชื้อไวรัส HIV หรือกลุ่มภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เปลี่ยนถ่ายไต หรือกลุ่มที่เคยได้รับ ยา diethylstilbestrol ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือกลุ่มที่มีประวัติ เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกมาก่อน จำเป็นจะต้องตรวจบ่อยขึ้น

กลุ่มที่ตัดมดลูกออกไปแล้ว โดยตัดปากมดลูกออกด้วย
ถ้าการผ่าตัดเกิดจากข้อบ่งชี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง และไม่มีประวัติการตรวจพบเซลล์มะเร็งมาก่าอน ไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองอีกต่อไป แต่ในรายที่มีประวัติการตรวจเซลล์วิทยา ( Pap smear )ที่ผิดปกติ เช่น CIN 2 หรือ 3 ควรตรวจคัดกรองทุกปี จนกระทั่งเป็นปกติ ติดต่อกัน 3 ครั้ง หลังจากนั้นจึงหยุดตรวจได้

เมื่อไรจะหยุดตรวจ 

คำแนะนำให้หยุดตรวจคัดกรองได้ที่อายุ 70 ปี ในกลุ่มที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยง ใดๆ แต่ สมาคมสูตินรีแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกา ก็ยังแนะนำว่า ให้พิจารณาเป็นรายๆ โดยพิจารณาจากปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น ความสามารถในการการติดตามผู้ป่วย หรือ ประวัติโรคประจำตัวอื่นๆ
และแม้ว่า อาจไม่จำเป็นต้องตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ทุกๆปี แต่การตรวจ ภายในเพื่อดูพยาธิสภาพในอุ้งเชิงกรานก็ยังจำเป็นทุกๆปี


ออฟไลน์ 515

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 542
    • ดูรายละเอียด
Re: การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: มิถุนายน 03, 2013, 11:54:39 am »