Welcome, บุคคลทั่วไป!!
follow us on... Facebook youtube rss

ผู้เขียน หัวข้อ: การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า  (อ่าน 2873 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ 507

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 93
    • ดูรายละเอียด
การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
« เมื่อ: ธันวาคม 25, 2012, 12:45:32 pm »
 ::) :-Xแนวทางการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า
แนวทางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (Post- exposture treatment)
ควรฉีดแบบเข้ากล้ามเนื้อดีที่สุด  ส่วนการฉีดแบบเข้าผิวหนัง เหมาะสำหรับสถานบริการที่พร้อม มีบุคลากรที่ได้รับการฝึกให้ฉีดเข้าในผิวหนังได้ถูกต้อง เป็นการประหยัด ถ้าผู้ป่วยฉีดแบบ ID จากที่อื่นมาให้ฉีดแบบ ID ต่อไป
กรณีถูกสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกัดมา ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนับ้าให้ได้ 3 เข็ม ใน 7 วัน วันที่ 0 วันที่ 3 และวันที่ 7      และให้สังเกตสุนัขหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมต่อจนวันที่ 14 ถ้าปกติไม่ต้องฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
ถ้าผู้ป่วยลืม โดยมาวันที่ 0 แล้วผู้ป่วยลืมและมาวันที่ 4 ให้ฉีดเข็มที่ 2 ต่อ ส่วนเข็มที่ 3 ให้ฉีดวันที่7 หลังสัมผัสโรค เนื่องจากมีการทำวิจัยแล้วพบว่า การฉีดวัคซีน วันที่ 0 วันที่ 3 และวันที่ 7จะทำให้มีภูมิคุ้มกันโรคได้ดีที่สุด
ถ้าผู้ป่วยลืม โดยมาวันที่ 0 แล้วผู้ป่วยลืมและมาวันที่ 30 ให้เริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าใหม่ให้ได้ 3 เข็ม ใน 7 วัน วันที่ผู้รับบริการมาให้นับเป็นวันที่ 0 และฉีดต่อเนื่องวันที่ 3 วันที่ 7 เนื่องโรคมีระยะฟักตัว 1 ปี
ถ้าผู้ป่วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครบ 3 เข็ม หรือ 5 เข็ม แล้วสัมผัสโรคซ้ำ ให้ฉีดกระตุ้นดังนี้
            5.1      ถ้าสัมผัสโรคภายใน 6 เดือน หลังฉีดวัคซินเข็มสุดท้าย ให้ฉีดวัคซินเข้ากล้ามเนื้อ 1 เข็ม ครั้งเดียวในวันแรก
            5.2      ถ้าฉีดวัคซินเข็มสุดท้ายเกิน6 เดือน ให้ฉีดวัคซีนเข้ากล้ามเนื้อ 2 เข็ม ในวันที่ 0 และวันที่3

         ในกรณีดังกล่าวที่ฉีดวัคซีนกระตุ้น ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นในระดับสูงอย่างรวดเร็ว จึงไม่ต้องฉีดอิมมูโนโกลบุลิน
Rabies Immunoglobulin ERIG ( Equine Rabies Immunoglobulin ) 5 ml./1000 IU
dose 40 IU/kg.ให้ RIG ตั้งแต่วันแรกที่พบหรือเร็วที่สุด แต่ต้องไม่เกิน 7 วัน เพราะยาจะไปกดภูมิของร่างกายตนเอง
        การฉีดอิมมูโนโกลบุลิน ERIG 40 IU/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (ให้คิดแบบIdeal Body Weight : ใน internet web ให้ดูที่ Favorites เพื่อหา file : www.halls.md/ideal-weight/body.htm โดยมีสูตรสำเร็จรูปในการคำนวณในผู้ป่วยที่มีรูปร่างอ้วนหรือผอมเกินไป)และต้องทำ skin test โดยฉีด intradermal skin test ก่อนใช้ทุกครั้งเจือจาง ERIG/NSS     ( 1 : 100 ) แล้วฉีด 0.02 ml.ที่ท้องแขนให้นูนประมาณ 3 มม.แล้วรอ 15-20 นาที ถ้ามีรอยนูนบวมแดง > 6 mm. และมีรอยแดงล้อมรอบ --> positive
ถ้าแพ้ ERIG ให้ใช้ HRIG 20 IU./kg.ฉีด RIG หลังล้างแผลให้สะอาดที่สุด โดยฉีดรอบแผลคล้ายฉีดยาชา และสามารถเจือจางกับ NSS ได้มากถึง 3 เท่า ถ้าคิดว่าไม่พอฉีด แต่ถ้าหากเหลือให้ฉีด IM ที่อื่นจนหมด รอบตาควรใช้ HRIG เท่านั้น ถ้าฉีดไม่ได้ ใช้หยอดตาแทน
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่ละลายแล้วให้เก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศาเซลเซียส ควรใช้ภายใน 8 ชั่วโมงเพื่อให้วัคซีนมีคุณภาพสูงสุด
เจ้าหน้าที่ช่วยเน้นย้ำให้ผู้ป่วยมาฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าตามนัด แต่ถ้าลืมให้อธิบายถึงความสำคัญในการวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและอันตรายของโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนเจ้าของสุนัขให้อธิบายเรื่องการฉีดวัคซินป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขให้ครบตามที่เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาฉีดให้ที่บ้านและการอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ ใบยืนยันการรับวัคซีนของสุนัขให้เจ้าของสุนัขนำมาพร้อมผู้ป่วย
Antibiotic ให้ Amoxicillin(30-50mg./kg./day) or Erythromycin(50mg./kg./day) /Clindamycin(10-30mg./kg./dayให้ q 6-8 hr)แทน

ออฟไลน์ 515

  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 542
    • ดูรายละเอียด
Re: การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 11:01:39 am »
มีอัตราการตายสูงมากหากรอจนเกิดอาการจึงต้องป้องกันด้วยการฉีดวัคซีนไว้ก่อน หากสงสัยว่าสัตว์ที่กัดอาจมีเชื้ออยู่ระยะฟักตัวของหลังการได้รับเชื้อนานประมาณ30-90 วันโดยอาจมีอาการไม่จำเพาะนำมาก่อน10 วันแล้วจึงตามด้วยอาการของระบบประสาท เช่น อาการวุ่นวาย สับสน อาการเกร็งของกล้ามเนื้อคอทำให้กลืนน้ำลำบาก มีไข้ เวลาถูกลมจะมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อใบหน้า ชัก และอัมพาตของกล้ามเนื้อต่างๆ และเสียชีวิต ระยะฟักตัวอาจจะสั้นเพียง 10 วันถ้าแผลนั้นอยู่บริเวณใบหน้า คอ แขน หลังถูกกัดเชื้อยังอยู่บริเวณแผลระยะหนึ่งก่อนซึ่งการให้ rabies immune globulin ที่บริเวณแผลอาจช่วยกำจัดเชื้อได้ เชื้อไวรัสจะเดินทางตามเส้นประสาท
วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

 วัคซีนเตรียมจากเชื้อไวรัสโดยการทำให้ตายไม่ก่อให้เกิดโรคแต่ยังกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นได้มีหลายชนิดดังนี้
1.Human Diploid-Cell Rabies Vaccine [HDCV] นำเชื้อไวรัสเลี้ยงใน human diploid cell และนำเชื้อมาแยกแอนติเจนมาใช้เป็นวัคซีน
2. Purified Check Embryo Cell Culture [PCEC] นำเชื้อไวรัสเลี้ยงยังตัวอ่อนของไก่ วัคซีนชนิดนี้อาจมีการตกค้างของยาปฏิชีวนะ และแอนติเจนจากเซลล์ลูกไก่ปนบ้างแต่ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
3. Rabies Vaccine Absorbed [RAV] นำเชื้อไปเลี้ยงยังเซลล์ตัวอ่อนของลิง วัคซีนชนิดนี้จะไม่ค่อยปนเปื้อน
4. Purified Duck Embryo Vacine [PDEV] เป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสเลี้ยงในเซลล์ตัวอ่อนของเป็ด [duck embryo]
5. Purified Vero-Cell Vaccine [PVRV] เป็นวัคซีนที่ใช้ไวรัสเลี้ยงใน vero cell

 วัคซีนแต่ละชนิดมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันการเกิดอาการแพ้อาจเกิดขึ้นได้ขึ้นกับการแยกแอนติเจน

ออฟไลน์ 594

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 78
    • ดูรายละเอียด
Re: การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 03:15:11 pm »
ระดับความเสี่ยง
กลุ่มที่1 การสัมผัสที่ไม่ติดโรค ลักษณะการสัมผัส การถูกต้องตัวสัตว์ ป้อนน้ำ ป้อนอาหาร ผิวหนังไม่มีแผลหรือรอยถลอก ถูกเลีย สัมผัสน้ำลายหรือเลือดสัตว์ ผิวหนังไม่มีแผลหรือรอยถลอก การปฏิบัติล้างบริเวณสัมผัส ไม่ต้องฉีดวัคซีน
กลุ่มท่ี2 การสัมผัสที่มีโอกาสติดโรค ถูกงับเป็นรอยช้ำที่ผิวหนังไม่มีเลือดออก หรือเลือดออกซิบๆ ถูกข่วนที่ผิวหนังเป็นรอยถลอก ถูกน้ำลายที่ผิวหนังมีรอยถลอกหรือรอยขีดข่วน การปฏิบัติล้างและรักษาแผล ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
กลุ่มที่3 การสัมผัสที่มีโอกาสติดโรคสูง ถูกกัดโดนฟันสัตว์แทงทะลุผ่านผิวหนังแผลเดียวหรือหลายแผลมีเลือดออก ถูกข่วนจนผิวหนังขาดและมีเลือดออก ถูกเลียหรือน้ำลาย สิ่งคัดหลั่ง ถูกเยื่อบุตา ปากจมูก หรือแผลที่มีเลือดออก มีแผลที่ผิวหนังและสัมผัสสารคัดหนั่งจากร่างกายสัตว์ ซากสัตว์ เนื้อสมองสัตว์รวมทั้งชำแหละซากสัตว์และลอกสัตว์ กินอาหารดิบที่ปรุงจากสัตว์หรือผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัข การปฏิบัติ ล้างและรักษาแผล ฉีดวัคซีนและอิมมูโนโกลบุลินโดยเร็วที่สุด

ออฟไลน์ 529

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 93
    • ดูรายละเอียด
Re: การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: มกราคม 02, 2013, 03:33:32 pm »
ปัจจุบันยังคงมีการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเกิดขึ้นทุกปี โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเกือบหกหมื่นคนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก4 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศด้อยพัฒนาในทวีปแอฟริกา หรือประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย และพบว่าร้อยละ 40 เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 15 ปี ส่วนประเทศในทวีปยุโรปมีการควบคุมโรคที่ดีกว่าและพบว่าพาหะนำโรคส่วนใหญ่เป็นสัตว์ป่า เช่น สุนัขจิ้งจอก วิธีการป้องกันโรคโดยให้วัคซีนชนิดรับประทานแก่สัตว์ป่าดังกล่าว ซึ่งส่งผลดีเป็นอย่างยิ่งและส่งทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าลดลงเรื่อยๆ ทั้งนี้สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมโรคนี้โดยไม่พบผู้ป่วยติดโรคนี้เลยตั้งแต่ปี ค.ศ. 1986  สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดานั้นพบว่าพาหะนำโรคมักเป็นสัตว์ป่าจำพวก สกั๊งค์ แรคคูน และสุนัขจิ้งจอก ในขณะที่ประเทศในแถบทวีปเอเชียและแอฟริกา สัตว์ที่เป็นพาหะกว่าร้อยละ 90 คือสุนัข

องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ (OIE) กำหนดเป้าหมายไว้ว่า ภายในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ.2020) หรืออีก 8 ปีข้างหน้าจะต้องกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากโลกนี้เหมือนที่เคยทำสำเร็จกับโรคไข้ทรพิษมาแล้ว การกำจัดโรคดังกล่าวจำเป็นต้องดำเนินการฉีดวัคซีนให้สุนัขให้ได้ร้อยละ 80 ของจำนวนสุนัขทั้งหมด ซึ่งหน่วยงานภาครัฐได้มีการจัดโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสัตว์เลี้ยงและสัตว์จรจัดตามชุมชนเป็นประจำทุกปี เพียงแต่เราทุกคนต้องตระหนักถึงความสำคัญและให้ความร่วมมือในการนำสัตว์เลี้ยงมาฉีดวัคซีน รวมถึงช่วยกันสังเกตอาการของสัตว์จรจัด หากมีอาการเข้าข่ายควรให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อเข้าพื้นที่เพื่อจัดการอย่างรวดเร็ว

สำหรับประเทศไทยเนื่องจากมีโครงการรณรงค์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวโน้มผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากพิษสุนัขบ้าลดลงเรื่อยๆ ในปี พ.ศ. 2523 มียอดผู้เสียชีวิตสูงถึง 370 คน และลดลงเหลือ 30 คนในปี พ.ศ. 2545 และเหลือเพียง 14 คนในปี พ.ศ. 25535  ข้อมูลล่าสุดจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข6 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 26 มิถุนายน 2555 พบผู้ป่วย 3 รายจาก 3 จังหวัด ได้แก่ ระยอง กาญจนบุรี และ นครศรีธรรมราช โดยผู้ป่วยทุกรายเสียชีวิต คิดเป็นอัตราป่วยน้อยกว่า 0.001 ต่อแสนประชากร ซึ่งจะเห็นได้ว่าการติดเชื้อพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

เนื่องในวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลก 2012 (World Rabies Day 2012) (อ้างอิงจากศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ)

 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มกราคม 02, 2013, 03:36:05 pm โดย 529 »

ออฟไลน์ 511

  • Newbie
  • *
  • กระทู้: 49
    • ดูรายละเอียด
Re: การฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: มกราคม 04, 2013, 09:59:26 pm »
ข้อควรปฏิบัติภายหลังจากถูกสุนัขบ้าหรือสัตว์ที่สงสัยว่าบ้ากัด

      1. ล้างแผลทันทีด้วยน้ำสะอาด ฟอกด้วยสบู่ 2-3 ครั้ง แล้วทาแผลด้วยน้ำยาพิวิดีน (เบตาดีน) หรือแอลกอฮอล์ หรือทิงเจอร์ ไอโอดีน แล้วรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที

      2. ถ้าสุนัขตายให้นำซากมาตรวจ ถ้าหากสุนัขไม่ตายให้ขังไว้ดูอาการ 10 วัน ขณะเดียวกันให้รีบไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ส่วนการรักษาทางสมุนไพรหรือแพทย์แผนโบราณไม่สามารถป้องกันโรคได้ ไม่ควรรอดูอาการสุนัข เพราะอาจสายเกินไปที่จะฉีดวัคซีน

      3. ในกรณีที่ติดตามสัตว์ที่กัดไม่ได้ เช่น เป็นสัตว์ป่า สัตว์จรจัด สัตว์กัดแล้วหนีไป หรือจำสัตว์ที่กัดไม่ได้ จำเป็นต้องรับการฉีดวัคซีน

      4. ผู้ที่ต้องมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าคือ มีบาดแผล ไม่ว่าจะเป็นรอยช้ำเขียวหรือมีเลือดไหล แผลถลอกหรือแผลลึก รวมทั้งผู้ที่ถูกสุนัขเลียที่นัยน์ตา ริมฝีปาก และผิวหนังที่มีแผลถลอก ส่วนในกรณีที่ถูกเลียผิวหนังที่ไม่มีแผลหรือเพียงแต่อุ้มสุนัขไม่สามารถจะติดโรคได้

ออฟไลน์ 507

  • Jr. Member
  • **
  • กระทู้: 93
    • ดูรายละเอียด
สรุปกระทู้คุณภาพเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 14, 2013, 12:02:53 pm โดย 507 »